Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

การจัดการศึกษาและปรึกษาทางไกล
เพื่อสนับสนุนบริการเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการสุขภาพปฐมภูมิ
Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

Select language ไทย | English

สาธารณสุขชนบท rural health

สรุปเนื้อหาการดูงาน Rural Health

by Admin @January,11 2011 21.18 ( IP : 61...130 ) | Tags : สาธารณสุขชนบท rural health

สรุปเนื้อหาการดูงาน Rural Health

ที่ QUEENSLAND AUSTRALIA ระหว่างวันที่ 16 กันยายน 2545 - 1 ตุลาคม 2545

ทีมงาน 7 คนจากกระทรวงสาธารณสุข นำโดยแพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวณิชชากร ได้เดินทางไปดูงาน Rural Health ที่รัฐ Queensland ประเทศ Australia ในระหว่างวันที่ 16 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม 2545 โดยมีการแบ่งกิจกรรมการดูงานเป็น 3 ช่วงคือ

ช่วงแรก 5 วันเป็นการเรียนและแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นในเรื่อง Rural Health กับวิทยากรหลากหลายวิชาชีพและหลากหลายบทบาท ที่ School of Medicine ของ Jame Cook University และ Townsville Regional Hospital

7 วันต่อมาเป็นการเดินทางไปศึกษาดูงานการจัดบริการสาธารณสุขในชนบททั้งระดับ สถานีอนามัย ( Health Center ) , ศูนย์บริการสาธารณสุขแก่ชาวพื้นเมือง (Indigenous Health Service) โครงการนำร่องการจัดบริการผสมผสานในโรงพยาบาล ( Multi-purpose Health Service ) โรงพยาบาลประจำอำเภอ โรงพยาบาลระดับ tertiary care การจัดบริการการแพทย์ฉุกเฉินโดยเครื่องบิน (Royal Flying Doctor Service) หน่วยประสานงานแพทย์เวชปฏิบัติครอบครัว (Division of General Practice) คลินิกแพทย์เอกชน (GP Clinic) ชุมชน Aborigine และการจัดการสุขภาพโดยชุมชน ชีวิตเกษตรกรในฟาร์มโคนม

ช่วงสุดท้าย 4 วัน กลับมาที่ Jame Cook University เพื่อสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้และร่วมกันทำแผนกลยุทธ์เพื่อผลักดันให้เกิดกระแสของ Rural Health ในประเทศไทย

เนื้อหาที่ทีมงานได้เรียนรู้สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

Rural Health as a discipline

ประเทศออสเตรเลียมีประชากรส่วนใหญ่อยู่ในเมืองใหญ่ไม่กี่แห่งของประเทศ มีประชากรประมาณ 20% ที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็ก ชนบท และพื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้ยังมีชาวพื้นเมือง Aborigine อีก 2% ของประชากรทั้งประเทศ สถานะทางสุขภาพของคนชนบทมีดัชนีทางสุขภาพที่ไม่ดีเท่าประชากรที่อาศัยในเมืองใหญ่ ดังนั้น Rural Health และ Indigenous Health จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญในการดูแลสุขภาพประชาชนออสเตรเลียให้มีความเสมอภาคและมีช่องว่างทางสุขภาพที่น้อยที่สุด

เช่นเดียวกับทุกแห่งในโลก ชาวชนบทของออสเตรเลียมีวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ บริบทแวดล้อม ความต้องการและความคาดหวังต่อสุขภาพที่แตกต่างจากคนในเมือง ด้วยความเป็นชนบทที่มีความแตกต่างจากความเป็นเมือง ทำให้ออสเตรเลียได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัยเพื่อเข้าใจความเป็นชนบท และวางระบบการจัดบริการสาธารณสุขที่สอดคล้องกับความเป็นชนบท มีการวิจัยและพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพชนพื้นเมืองด้วยการมีส่วนร่วมในการจัดบริการของชุมชน เพื่อให้สามารถตอบสนองและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของคนชนบทและชนพื้นเมืองได้อย่างแท้จริง

การเรียนการสอนและประเด็นทางการศึกษาด้านสาธารณสุขก็ได้มีการสร้างคุณค่าให้กับองค์ความรู้ ทักษะ ค่านิยมในการทำงานดูแลสุขภาพของประชาชนในชนบท ซึ่งต้องมีองค์ความรู้ ทักษะและเจตคติที่แตกต่างจากการทำงานในเมือง เปลี่ยนค่านิยมของวิชาชีพไม่ให้เป็นวิชาชีพชั้น 2 ที่ต่ำต้อยกว่าทำงานในเมืองใหญ่ จนในที่สุดสามารถตั้งภาควิชา Rural Health ขึ้นในโรงเรียนแพทย์ จนสามารถสร้างคุณค่าให้กับการทำงานในชนบทได้ หรือ ทำให้ Rural Health as a discipline ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสุขภาพคนชนบทในระยะยาว

นับตั้งแต่การประชุม National Forum for Rural Health ครั้งที่ 1 ในปี 1991 เป็นต้นมา การสาธารณสุขในชนบทได้กลายเป็นประเด็นที่สำคัญที่รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องให้ความสำคัญ ปัญหาสุขภาพคนชนบท เสียงของคนชนบทและความต้องการทางสุขภาพเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องฟัง และมีการวางแผนทั้งระดับชาติและระดับรัฐในการพัฒนาสุขภาพคนชนบท มีการจัด National Forum ขึ้นทุก 2 ปี และครั้งล่าสุดคือครั้งที่ 6 จัดขึ้นในปี 2001

การจัดระบบบริการสาธารณสุขเพื่อความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการของชาวชนบท

เนื่องจากประเทศออสเตรเลียมีพื้นที่กว้างใหญ่ แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่จะอาศัยอย่างหนาแน่นในเมืองใหญ่ๆเพียงไม่กี่แห่ง แต่ถึงกระนั้นก็มีประชากรอีกถึง 20% ที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในเมืองเล็กและพื้นที่ห่างไกล รวมทั้งมีชาวพื้นเมือง Aborigine ที่อาศัยทั้งปะปนกับคนขาวในเมืองและอาศัยในชุมชนชาวพื้นเมืองเองในเขตชนบท ดังนั้นการจัดบริการเพื่อตอบสนองความต้องการทางสุขภาพโดยเฉพาะในชนบทจึงมีรูปแบบที่หลากหลาย และมีลักษณะเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่

ระดับ สถานีอนามัย :

ในชุมชนห่างไกลที่มีประชากรไม่มากนัก เช่นที่ ชุมชน Milaa Milaa ที่มีประชากรประมาณ 700 คน จะมีสถานีอนามัยหรือ Health Center เป็นสถานบริการสุขภาพของชุมชน โดยมีพยาบาลเป็นผู้ดำเนินงาน บางแห่งอาจมีพยาบาลเพียงคนเดียว มีการใช้โทรศัพท์เพื่อประสานการรักษาและการส่งต่อจากแพทย์ในโรงพยาบาล ยาที่สถานีอนามัยจึงมี Drug Items จำนวนมาก มีงานส่งเสริมสุขภาพที่พยาบาลคนนี้ต้องรับผิดชอบ เช่นงานส่งเสริมสุขภาพในโรงเรียน มีศูนย์รถฉุกเฉินที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับสถานีอนามัยแต่เป็นคนละองค์กรกัน ซึ่งทำให้สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้มากกว่าแยกไปตั้งคนละแห่ง พยาบาลประจำสถานีอนามัยถือเป็นบุคลากรที่ขึ้นตรงต่อโรงพยาบาล หากพยาบาลคนนี้มีภารกิจที่ต้องลาหรือไปฝึกอบรม ทางโรงพยาบาลมีหน้าที่ส่งพยาบาลคนอื่นมาปฏิบัติงานแทน

ระดับโรงพยาบาลอำเภอ :

เช่นที่โรงพยาบาล Atherton ซึ่งมี 65 เตียง มีแพทย์ 5 คน รับผิดชอบการบริการสุขภาพด้านทุติยภูมิดูแลประชากรประมาณ 60,000 คน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการดูแลระดับ primary care จากคลินิกเอกชน ทำให้ผู้ป่วยที่มาใช้บริการในโรงพยาบาลมีไม่มาก ที่นี่มีจุดเด่นที่น่าสนใจเช่น

มี Private – Public Closer Linkage กล่าวคือแพทย์จากคลินิกเอกชนสามารถ Admit ผู้ป่วยและตามเข้ามาดูแลรักษาหรือทำหัตถการในโรงพยาบาลของรัฐได้ ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลทางการแพทย์ในชนบทที่ขาดแคลนให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

มีการผสมผสานทีมงานบุคลากรด้านสาธารณสุขในการดูแลรักษาผู้ป่วย (Multi-disciplinary Team) ทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค วิชาชีพด้าน Allies Health เช่นนักโภชนาการ นักกายภาพบำบัด นักอรรถบำบัด เป็นต้นให้เกิดการทำงานที่เป็นทีม และมีการเชื่อมต่อการดูแลผู้ป่วยที่ต่อเนื่อง ผสมผสาน และเป็นองค์รวม

แพทย์ในโรงพยาบาลอำเภอมีทักษะในการดูแลสุขภาพและรักษาโรคและความสามารถในการทำหัตถการที่สูงมาก ซึ่งหมายถึงการได้รับการฝึกอบรม การศึกษาต่อเนื่องและการสนับสนุนให้สามารถใช้วิชาการและศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่

มีการจัดระบบเครือข่ายสนับสนุนจากโรงพยาบาลระดับ tertiary care เพื่อเพิ่มคุณภาพบริการ เช่น มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะด้านจากโรงพยาบาลใหญ่ (Based Hospital) มาออกให้บริการที่โรงพยาบาลแห่งนี้ตามเวลาที่กำหนด ซึ่งทางโรงพยาบาลอำเภอก็จะนัดคนไข้ไว้และร่วมกันดูแลผู้ป่วยในลักษณะ peer review มีการจัดตั้ง satellite service หรือการนำบริการจากโรงพยาบาลใหญ่มาไว้ที่โรงพยาบาลอำเภอ เช่น เครื่องล้างไตและการรักษาโรคมะเร็งด้วยเคมีบำบัด ซึ่งโรงพยาบาลใหญ่ได้เตรียมความพร้อมของบุคลากรที่นี่ จัดระบบบริการและสถานที่ เพื่อลดภาระของผู้ป่วยในการรับบริการที่โรงพยาบาลใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป

มีการจัดทำคู่มือ หรือ Manual สำหรับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยหรือพยาบาลที่ออกไปปฏิบัติงานในชุมชนเพื่อให้เกิดมาตรฐานในการดูแลรักษาพยาบาล

โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับนักศึกษาแพทย์และนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยภารกิจด้านการเรียนการสอนให้เข้าใจการทำงานในบริบทของความเป็นชนบท (Rural Health and Rural Practice) โดยมีการใช้เทคโนโลยี เช่น teleconference ในการส่งเสริมการเรียนการสอนแก่นักศึกษาในการเรียนรู้วิชาการกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย

เนื่องจากออสเตรเลียมีระบบการเงินการคลังด้านสาธารณสุข (Funding) หลายรูปแบบ ทางโรงพยาบาล Atherton มีการผสมผสานและบริหารจัดการด้านการเงินการคลังที่มีหลายระบบให้เป็นระบบเดียว เพื่อประสิทธิภาพของระบบบริการสาธารณสุขในพื้นที่รับผิดชอบ

ระดับโรงพยาบาลศูนย์ ( Based Hospital ) :

มีการวางระบบเพื่อสนับสนุนการจัดระบบบริการเป็นเครือข่าย เช่นการจัดแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไปให้บริการในโรงพยาบาลอำเภอ การจัดการเรียนการสอนแก่นักศึกษาแพทย์และนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ การศึกษาวิจัยเพื่อสนับสนุนการจัดบริการที่สอดคล้องเหมาะสมกับวิถีวัฒนธรรมของคนชนบทและคนพื้นเมือง เช่น การศึกษาสถานะสุขภาพของหญิงมีครรภ์และทารกแรกคลอดในกลุ่ม Aborigine และการทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมของชาวพื้นเมือง เพื่อสามารถจัดบริการการฝากครรภ์และการคลอดที่สอดรับกับบริบทชนพื้นเมืองได้ ของ Prof. Micheal Humphey ที่ Crains Base Hospital เป็นต้น

การจัดบริการ Multi-purpose Health Service ที่ Mossman Hospital :

เนื่องจากระบบบริการสาธารณสุขของออสเตรเลียมีการแยกส่วนของงานสร้างเสริมสุขภาพและการรักษาโรคอย่างชัดเจน รวมทั้งมีวิชาชีพทางสุขภาพแยกเป็นสาขาต่างๆ มากมาย ดังนั้นการจัดบริการในลักษณะนี้จึงไม่อาจตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของคนชนบทได้ ทางรัฐบาลออสเตรเลียจึงได้ทดลองดำเนินการพัฒนารูปแบบของ Multi-purpose Health Service ขึ้นในโรงพยาบาลอำเภอ 12 แห่ง โดยที่ Mossman นี้มีจุดเด่นที่น่าสนใจคือ

มีการนำข้อมูลทางสุขภาพของคนในพื้นที่รับผิดชอบมาใช้ในการวางแผนการจัดบริการทางสุขภาพให้ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการ (Health Need)ของคนทุกกลุ่ม โดยรวบรวมข้อมูลจากชุมชน จากโรงพยาบาล และจาก community need มาใช้ในการทำแผนปฏิบัติการ เช่น มีโครงการ Alcohol and Drugs Program และ Factory Health care สำหรับวัยทำงาน และมี Palliative care และกิจกรรมชมรมผู้สูงอายุที่มีความต่อเนื่อง สำหรับผู้สูงอายุเป็นต้น

มีการจัดระบบการบริหารจัดการสถานพยาบาลที่เน้นบทบาทของพยาบาล โดยพยาบาลที่เป็น Director of Nurse มีบทบาทที่คู่ขนานกับแพทย์ที่เป็น Director of Medical มีการฝึกอบรมให้พยาบาลทุกคนมีความสามารถที่หลากหลาย (Multi-skill) ทำได้ทั้งการฉีดวัคซีนจนถึงการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ ให้ทุกคนเป็น Health Nurse ไม่ใช่เพียงแค่บทบาทของ Hospital Nurse เท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรและการวางระบบให้สอดรับกับบทบาทของการเป็น Multi-purpose Health Service เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ระบบมีความยั่งยืน ดังนั้นการฝึกอบรมพัฒนาเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลแห่งนี้จึงได้ถูกให้ความสำคัญอย่างมาก และวิธีการฝึกอบรมที่ดีที่สุดก็คือการที่แพทย์หรือหัวหน้างานที่มีความรู้ความเข้าใจได้ลงไปคลุกคลีและแนะนำตัวต่อตัวในระหว่างการปฏิบัติงานนั่นเอง

มีการผสมผสานและจัดระบบการให้บริการที่ต่อเนื่องระหว่างงานรักษาโรคและการสร้างเสริมสุขภาพโดยทีมงานของโรงพยาบาลแห่งนี้ ในขณะที่โดยระบบเดิมของออสเตรเลียนั้น บทบาทในการทำงาน primary care หรือ งานสร้างเสริมสุขภาพจะเป็นบทบาทที่แยกออกไปของอีกหน่วยงานหนึ่งที่ทำหน้าที่นี้โดยตรง

คลินิกเอกชน (GP Clinic) :

มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการดูแลสุขภาพระดับ primary care ของประชากรออสเตรเลีย ประชากรส่วนใหญ่ได้รับการดูแลรักษาโรคพื้นฐานโดยคลินิก GP เอกชน โดยผู้ป่วยที่มีหลักประกันสุขภาพของรัฐบาล (Medicare) สามารถไปใช้บริการได้โดยต้องร่วมจ่ายตามอัตราที่กำหนด การดูแลผู้ป่วยจะใช้ระบบนัด ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน แพทย์ GP ที่เปิดให้บริการเอกชนอาจมีการรวมตัวกันประกอบวิชาชีพในสถานที่เดียวกันเพื่อให้สามารถเปิดให้บริการได้ตลอดทุกวัน สามารถเข้าไปทำงาน part- time ในโรงพยาบาลของรัฐได้ แต่ที่ออสเตรเลียไม่มีระบบการลงทะเบียนกับแพทย์ในลักษณะแพทย์ประจำครอบครัว ทำให้ผู้ป่วยสามารถไปใช้บริการกับแพทย์คนใดก็ได้

มีโครงสร้างของ Division of GP เป็นองค์กรอิสระของรัฐในการประสานงานกับแพทย์ GP ทั้งที่อยู่ในส่วนเอกชนและภาครัฐ เพื่อการกระจายข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น การสนับสนุนการศึกษาต่อเนื่อง การสนับสนุนให้แพทย์เข้าร่วมโครงการของรัฐในการสร้างเสริมสุขภาพหรือโครงการการดูแลผู้ป่วยเฉพาะเป็นต้น

การจัดบริการการแพทย์ฉุกเฉินโดยเครื่องบิน (Royal Flying Doctor Service ; RFDS ) :

เนื่องจากความห่างไกลของพื้นที่อันกว้างใหญ่ในเขตชนบท ทำให้ออสเตรเลียมีการพัฒนาองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ในการดูแลรักษาการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเครื่องบินหรือ RFDS ขึ้นมา โดยการให้บริการนั้นจะเริ่มที่การรับโทรศัพท์ หากไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาหรือรักษาทางโทรศัพท์ได้ ก็เป็นภารกิจที่ต้องมีการบินไปแก้ปัญหาสุขภาพให้แก่ชาวบ้านห่างไกลแม้ไปเพื่อเย็บแผล 5 เข็มหรือเขี่ยผงที่เข้าตาเท่านั้นก็ตาม หากรักษาในที่เกิดเหตุไม่ได้ก็จะรับตัวมารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาล รวมทั้งการส่งกลับหลังรักษาด้วย นอกจากการเน้นที่การรักษาพยาบาลแล้ว RFDS ก็ได้เพิ่มภารกิจในการให้บริการด้าน primary care ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้แก่ชุมชนที่อยู่ห่างไกลและไม่มีสถานบริการด้านสุขภาพอยู่ในพื้นที่ โดยจะมีการนัดหมายกับชาวบ้านและออกให้บริการตามแผนที่วางไว้ เพื่อลดช่องว่างและความด้อยโอกาสในการเข้าถึงบริการของชาวชนบทห่างไกล

การจัดบริการสุขภาพเพื่อชาวพื้นเมือง Aborigine

ชาว Aborigine เป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในทวีปออสเตรเลียมายาวนานกว่า 40,000 ปี มีวิถีชีวิตที่พึ่งพาการล่าสัตว์และการหาของป่า ไม่มีวัฒนธรรมในการทำเกษตร ตั้งชุมชนกระจัดกระจายทั้งทวีป มีภาษาพูดที่หลากหลายตามแต่ละเผ่า ไม่มีภาษเขียน หลังจากที่ออสเตรเลียถูกปกครองด้วยคนขาวและประเทศอยู่ภายใต้วัฒนธรรมแบบชาวตะวันตก ชาว Aborigine ก็มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปมาก การแพทย์พื้นบ้านสาบสูญไป การศึกษาอย่างตะวันตกทำให้ชาว Aborigine ในปัจจุบันไม่มีทักษะในการล่าสัตว์ หาของป่าอีกแล้ว คนส่วนใหญ่ตกงาน และรัฐบาลมีเงินสวัสดิการสังคมเลี้ยงชีพซึ่งจ่ายให้คนทุกคนที่ตกงาน

ด้วยวัฒนธรรมแบบตะวันตก คน Aborigine มีอัตราการเป็นโรคเบาหวานที่สูง ด้วยการสูญเสียสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ปัญหาการฆ่าตัวตาย ความเครียด ความรุนแรงในครอบครัว การติดเหล้า ติดบุหรี่ การติดยาเสพติด เป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะแก้ไข

สถานบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพมาตรฐานตามแบบตะวันตกที่กระจายทั่วประเทศ ไม่สามารถตอบสนองให้เกิดการใช้บริการและดูแลสุขภาพของชาว Aborigine ได้ เพราะไม่มีความเข้าใจในวัฒนธรรมและบริบทของชาว Aborigine ดังนั้นทางออกของปัญหา คือ การตั้งหน่วยบริการทางสุขภาพที่ดำเนินการโดยชาว Aborigine เอง หรือเรียกว่า Indigenous Health Center ขึ้นมา

ลักษณะร่วมที่สำคัญของ Indigenous Health Center คือ

มีคณะกรรมการชุมชนที่คัดเลือกมาจากตัวแทนของชุมชนเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของศูนย์บริการสาธารณสุข โดยมีวาระที่ชัดเจน และมีบทบาทในการให้ข้อเสนอแนะต่อการจัดบริการ เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของศูนย์บริการให้แก่คนพื้นเมือง

การให้บริการมีลักษณะผสมผสานระหว่างการรักษาโรคและการสร้างเสริมสุขภาพในบริบทและบรรยากาศที่ไม่สร้างเงื่อนไขให้เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการของชนพื้นเมือง

มีโครงการพิเศษที่แก้ปัญหาสุขภาพคนในชุมชน โดยเป็นโครงการพิเศษที่มีเจ้าหน้าที่เฉพาะ มีเงื่อนเวลาในการทำโครงการและแผนงานที่ชัดเจน ในบางโครงการที่เป็นกิจกรรมแก้ปัญหาในชุมชน มีการเลือกเอาคนในชุมชนที่มีศักยภาพมาฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นผู้ปฏิบัติของโครงการในชุมชนนั้นๆ เช่น โครงการลดการติดเหล้า โครงการลดความรุนแรงในครอบครัวเป็นต้น

ในบางชุมชนมีการสนับสนุนจากภาครัฐและนักวิชาการในการทำ Health Need Assessment ของชุมชนเอง เพื่อเป็นแผนแม่บทด้านสุขภาพที่สะท้อนความต้องการของชุมชน และผลักดันให้ภาครัฐตอบสนองสนับสนุนต่อแผนชุมชนนี้

หลายศูนย์บริการไม่มีแพทย์ประจำ ดังนั้นจึงมีการหมุนเวียนแพทย์มาตรวจรักษาตามกำหนดนัดหมายในบางวัน แต่ปัญหาการขาดแคลนแพทย์และพยาบาลยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะแก้ไขให้ลุล่วง

การแก้ปัญหาการขาดแคลนวิชาชีพด้านสุขภาพในชนบทของ Australia

แม้ว่าสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรของออสเตรเลียจะอยู่ที่ประมาณ 1: 1,000 แต่ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และกลุ่ม Allies Health Service ยังเป็นปัญหาในเขตชนบทและพื้นที่ห่างไกล

ทางรัฐบาลออสเตรเลียและมหาวิทยาลัยที่มีส่วนในการผลิตบุคลากรด้านสุขภาพได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนการแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ ซึ่งสามารถเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับวิชาชีพอื่นได้เช่นกันกล่าวคือ

ในระยะที่เป็นนักศึกษาแพทย์ ( Undergraduate )

มีการเพิ่มโอกาสและจัดให้มีการรับนักศึกษาแพทย์ที่มีพื้นฐานเป็นคนในพื้นที่ชนบทให้ได้มีโอกาสในการเข้าศึกษาในคณะแพทย์ บางมหาวิทยาลัยมีสัดส่วนนักศึกษาแพทย์ที่มาจากชนบทมากถึง 50%

ในระหว่างการศึกษามีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้สัมผัสการทำงานตามวิชาชีพในชนบทหรือเรียนรู้วิถีชีวิตของคนชนบท (Rural Exposure) อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการได้มีโอกาสไปสัมผัสกับวิถีชีวิตและปฏิบัติงานในชุมชนของชาวพื้นเมือง (Cross Cultural Training) ด้วย

การสนับสนุนการทำกิจกรรมเป็นชมรมของผู้ที่สนใจการทำงานในชนบท (Rural Student Club) เพื่อให้ได้มาพบปะและเสริมสานความสนใจของกันและกัน

การให้ทุนการศึกษาเพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาไปฝึกงานหรือทำวิจัยในชนบท

ในหลักสูตรการศึกษามีการเสริมความรู้ที่จำเป็นในการทำงานในชนบทเข้าไป เช่น ทักษะในการทำงานเป็นทีม การส่งเสริมสุขภาพ ทักษะการเป็นครู เป็นต้น

มีการหา Role Model ที่เป็นแบบอย่างของการทำงานในชนบทให้เป็นแบบอย่างของนักศึกษา

ในระยะหลังจบการศึกษาปริญญาตรี ( Post-graduate )

การจัดให้มีวิชาเลือกในการฝึกปฏิบัติงานในชนบท (Elective Rural Program) นาน 3 เดือน

ในระยะการศึกษาเป็นแพทย์ประจำบ้าน ( Vocational Training )

การสร้างคุณค่าและการยอมรับต่อความเป็นเฉพาะด้านของการประกอบเวชปฏิบัติในชนบท โดยผู้ที่จะออกไปปฏิบัติงานชนบทที่เป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปซึ่งปกติใช้เวลาในการเรียน 3 ปี ต้องใช้เวลาเรียนเพิ่มอีก 1 ปี เพื่อเพิ่มทักษะที่จำเป็นในการทำงานในสถานการณ์ที่ห่างไกลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่นๆ

ในระยะที่ปฏิบัติงานจริงในชนบท ( Retention )

มีการให้ความสำคัญกับการศึกษาต่อเนื่อง (Continuous Professional Education) ด้วยการจัดการศึกษาในหลายรูปแบบ เช่น ระบบการศึกษาทางไกล การฝึกอบรม on the job training เป็นต้น แม้จะอยู่ไกลในชนบทแต่ไม่ได้ห่างไกลจากวิชาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า

มีระบบค่าตอบแทนที่จูงใจในการออกไปปฏิบัติงานในชนบท ด้วยการได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าทำงานในเมือง

มีการให้ความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานในชนบท เช่น บ้านพัก โรงเรียนของลูก อาชีพการงานของคู่สมรส เป็นต้น

กระบวนการทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อการเพิ่มขึ้นของแพทย์ที่เข้าไปปฏิบัติงานในชนบทและการคงอยู่ของผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่แล้ว ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้กับวิชาชีพอื่นได้เช่นกัน

ข้อเสนอสำหรับการพัฒนาสุขภาพคนชนบท ( Rural Health ) ของประเทศไทย

การแก้ปัญหาสุขภาพของชนบทนั้นไม่สามารถแยกขาดได้จากการจัดบริการสุขภาพในพื้นที่ชนบท แต่องค์กรที่ทำหน้าที่มองภาพรวมของการแก้ปัญหาสุขภาพในชนบทนั้นยังไม่มี ภาระหน้าที่นี้กระจัดกระจายอยู่ตามกรมกองต่างๆ ในกระทรวงฯ ซึ่งในที่สุดแล้วไม่มีใครที่มองการพัฒนาอย่างเชื่อมต่อและเป็นองค์รวม

ปัญหาการขาดแคลนแพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุขในชนบทเป็นอุปสรรคที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของคนในชนบท ซึ่งไม่มีองค์กรใดในประเทศไทยเช่นกันที่มีหน้าที่ภารกิจในการดูแลการผลิตกำลังคนด้านสุขภาพของคนทั้งประเทศ ปล่อยให้มีการผลิตตามความประสงค์ของผู้เรียนและโรงเรียนแพทย์มากกว่าความต้องการของชุมชน หลักสูตรการศึกษาแพทย์หรือพยาบาลที่มีในประเทศไทยก็ไม่เอื้อต่อการสร้างคุณค่าและทักษะในการปฏิบัติงานในชนบท

การมีส่วนร่วมของคนชนบทในการร่วมกำหนดปัญหาและแก้ปัญหาสุขภาพของตนเองยังถูกละเลย เกือบทุกโครงการเป็นการสั่งการจากส่วนกลาง หรือมีรูปแบบเดียวกันที่ใช้ทั้งในเขตเมืองและชนบท ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่นี้มีบริบทที่แตกต่างกัน

ดังนั้นในเบื้องต้น สิ่งแรกที่ควรจะมีก็คือ การมีองค์กรที่มีภารกิจเชิงนโยบายในการจัดระบบการให้บริการสุขภาพของคนชนบทและประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาสถานบริการด้านสุขภาพที่มีรูปแบบเหมาะสมกับชาวชนบท การวางแผนการผลิตกำลังคน การส่งเสริมคุณค่าของ Rural Health การส่งเสริมการวิจัยเพื่อสุขภาพคนชนบท การหารูปแบบการให้บริการทางสุขภาพที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาสุขภาพเฉพาะประเด็นในชนบท การจัด National Forum for Rural Health การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการดูแลปัญหาสุขภาพของตนเอง เป็นต้น ประเด็นต่างๆ ที่มีส่วนสำคัญและสัมพันธ์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชนบทด้านสุขภาพ ไม่สามารถแยกส่วนให้หน่วยงานมากมายมาดูแลอย่างแยกส่วนเช่นเดิมได้ หากไม่มีองค์กรกลางที่มาดูแลนโยบายในด้านสุขภาพเพื่อคนชนบทแล้ว ก็เป็นการยากอย่างยิ่งที่จะนำพาคนชนบทไปสู่การมีสุขภาพดีได้

ส่วนในระดับพื้นที่นั้น ควรมีการประสานให้เกิดการเชื่อมต่อและพัฒนาระบบบริการที่โรงพยาบาลใหญ่เกื้อกูลส่งเสริมการดูแลสุขภาพของโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลชุมชนเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพในสถานีอนามัย การเชื่อมต่อจะทำให้เกิดการเรียนรู้ในแนวราบ ความเข้าใจต่อคนชนบทจะมีมากขึ้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับส่วนกลางและระดับรากหญ้าร่วมกันแล้ว สุขภาวะเพื่อคนชนบท จึงจะเป็นการเริ่มต้นก้าวเดินก้าวแรกๆ อย่างยั่งยืนได้

@@@@@@@@@@

แสดงความคิดเห็น

กรุณาป้อน Username / Password ที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้กับเว็บไซท์แห่งนี้ หรือ สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซท์
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง

เมนูหลัก

มุมสมาชิก

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน

แนะนำหนังสือ

The Doctor Communication HandbookThe Doctor Communication Handbook
เว็บไซท์นี้ออกแบบและทดสอบด้วยไฟร์ฟอกซ์!