Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

การจัดการศึกษาและปรึกษาทางไกล
เพื่อสนับสนุนบริการเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการสุขภาพปฐมภูมิ
Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

Select language ไทย | English

สาธารณสุขชนบท rural health

บทที่ 15 ชาวนากับสุขภาวะที่หายไป

by Admin @January,11 2011 21.53 ( IP : 61...130 ) | Tags : สาธารณสุขชนบท rural health

Rural Health สาธารณสุขชนบท

บทที่ 15 ชาวนากับสุขภาวะที่หายไป

สวัสดีครับเพื่อนผองน้องพี่ชาวโรงพยาบาลชุมชนทุกคน อาชีพการเกษตรกรรมไม่ว่าการทำไร่ทำนาหรือทำสวนนั้นเป็นอาชีพหลักของสังคมไทยมายาวนาน แต่เกษตรกรในอดีตไม่ว่าจะทำการเพาะปลูกพืชชนิดใด แต่ทุกคนก็ต้องแบ่งที่ดินไว้ส่วนหนึ่งเพื่อการทำนา ที่นาเพียง 3 -4 ไร่ หากได้ผลผลิตดีก็สามารถให้ข้าวเปลือกที่เพียงพอต่อการเก็บไว้ในยุ้งฉางสำหรับคนทั้งครอบครัวได้กินกันทั้งปีแล้ว

แต่เดิมนั้น ชาวนาทั่วประเทศต่างก็ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งมีมากมายหลายหมื่นสายพันธุ์ แม้ว่าส่วนใหญ่เมล็ดจะสั้น ลีบกว่า ดูไม่สวยงาม แต่ก็ทนโรคทนแมลง ทำให้การทำนาในอดีตนั้นพึ่งพาสารเคมีประเภทยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีน้อยมาก ในนามีงู มีหนูนา มีปูนา มีเพลี้ย ตั๊กแตน มีนกเอี้ยงบนหลังควาย อยู่กันอย่างสมดุล อีกทั้งยังมีขี้ควายจากฝูงความที่เป็นโรงงานผลิตปุ๋ยบำรุงดินที่เดินเครื่องทุกวันให้แก่ท้องไร่ท้องนา

แต่ปัจจุบัน เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเต็มตัว นาข้าวได้เปลี่ยนบทบาทไปจากเดิมที่ปลูกเพื่อกินเองเป็นหลักที่เหลือจึงแบ่งปันหรือขาย แต่ปัจจุบันเน้นที่การขายให้ได้เงินมาเพื่อจับจ่ายใช้สอยมากมาย ผลก็คือว่า ชาวนานั้นไม่สามารถปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองได้อีกต่อไป เพราะตลาดไม่ต้องการ ชาวนาที่อีสานหรือแม้แต่ในภาคใต้ ยังต้องปลูกข้าวโดยใช้พันธุ์ข้าวตาม order ของท่าข้าวที่นครสวรรค์เป็นต้น เมื่อใช้เมล็ดพันธุ์ที่ตลาดต้องการทั้งตำบลแทบจะปลูกพันธุ์เดียวกัน ศัตรูพืชก็ลุกลามอย่างรวดเร็ว ยาฆ่าแมลงจึงจำเป็นต้องใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สุขภาพของชาวนาในทุกวันนี้ อาบไปด้วยสารพิษสารเคมีทางการเกษตร และที่สำคัญ ยิ่งทำนาก็ยิ่งจน ไม่มีปีไหนที่ไม่ขาดทุน

คุณยามาลุดดิน ราชชำรอง หรือเรียกสั้นๆว่า “ บังดีน ” ปราชญ์ชาวบ้านคนหนึ่งของอำเภอจะนะ กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ ในอดีตการทำนาคือการผลิตอาหาร ไม่ใช่เป็นการหาเงิน ทำนาในอดีตจึงทำเพื่อเก็บใส่ยุ้งฉาง ปลูกข้าวเพียง 3 เดือนก็พอกินได้ทั้งปี นับเป็นงานที่ดีมาก ไม่เหมือนงานราชการหรืองานเป็นลูกจ้างเขา จะมีกินทั้งปี ต้องทำงานทุกเดือนเต็มทั้ง 12 เดือน การทำนาในอดีตนั้น ไถนากับวัวควาย ใช้ขี้วัวขี้ความหรือไปหาปุ๋ยขี้ค้างคาวมาใส่นา ลงแขกเกี่ยวข้าว ขากลับจากนาก็เก็บผักหาปลากลับบ้าน มีเงินไม่มาก แต่มีข้าวเต็มยุ้งฉาง ชาวนาทุกคน กินข้าวที่ตนเองซ้อมกับมือ ร่างกายแข็งแรง หนี้สินไม่มี ”

บังดีน คำนวณรายรับรายจ่ายของชาวนาให้ฟังว่า “ ในปัจจุบัน ชาวนาไถนากับรถไถ ใช้ปุ๋ยเคมี จ้างคนปักดำ ฉีดยากำจัดศัตรูพืช จ้างคนเกี่ยวข้าว ค่าจ้างรถไถ ค่าปุ๋ยเคมี ค่ายา ค่าแรงปักดำเก็บเกี่ยว รวมแล้วเป็นต้นทุนกว่า 2,700 บาทต่อไร่ แต่ชาวนาขายข้าวได้เพียงเฉลี่ยไร่ละ 1,500 บาท ขายข้าวหมดนาก็ยังไม่คุ้มต้นทุน ยุ้งฉางว่างเปล่าต้องซื้อข้าวกิน หรือหากเก็บข้าวเปลือกไว้บ้างก็ยังต้องขนไปให้โรงสีสีให้ เช่นนี้จะไม่ให้ชาวนาเป็นหนี้ได้อย่างไร ”

บังดีนเสนอว่า “ ชีวิตชาวนาต้องไม่ซื้อข้าวเขากิน ท้องนานั้นแท้จริงให้ผลผลิตได้มากกว่าข้าว หากทำให้ท้องนามีผลผลิตทั้งปี ชาวนาจะอยู่ได้อย่างสบายไม่เดือดร้อน คือ ท้องนาในหน้านาต้องหันกลับมาปลูกข้าวด้วยแรงกาย ช่วยกันลงแขก ใช้มูลสัตว์ ปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักชีวภาพ ใช้พันธ์ข้าวที่หลากหลายเพื่อไม่ให้แมลงทำลายได้ง่าย บริเวณมุมนาให้ขุดบ่อเลี้ยงปลา จะได้มีปลากินทั้งปี เหลือขายแจกจ่าย คันนาก็มีประโยชน์ ปลูกพริกปลูกไม้ใหญ่ก็ได้ ปลูกหญ้าสำหรับการเลี้ยงวัวก็ได้ พอหมดหน้านาท้องนาก็นำมาปลูกน้ำเต้า ข้าวเปลือกที่ได้ทำเป็นข้าวซ้อมมือ ทั้งกินเองและส่งขายในรูปกลุ่มรูปสหกรณ์ เช่นนี้ชาวจึงจะอยู่ได้ ”

บังดีนตั้งกลุ่มข้าวซ้อมมือบ้านเพนียดขึ้นมา เพื่อนำข้าวเปลือกมาซ้อมมือขายให้กับคนที่ใส่ใจกินอาหารเพื่อสุขภาพ บังดีนบอกต่อว่า “เมื่อชาวนาทำข้าวซ้อมมือแล้ว นอกจากินแล้วไม่ท้องผูก การทำข้าวซ้อมมือยังเป็นการขยับกายสบายชีวี ทำให้หายปวดหลัง นอกจากไม่ต้องจ้างโรงสีมีเงินเหลือมากขึ้น รำข้าวปลายข้าวก็ได้กับชาวนาเองนำไปเลี้ยงไก่เพิ่มรายได้ได้ แกลบก็ได้กับชาวนานำไปทำปุ๋ยชีวภาพได้ ข้าวซ้อมมือจึงเป็นมากกว่าการลดการพึ่งพาโรงสีเท่านั้น”

ปัญหาสุขภาพของชาวนานั้น นอกจากเรื่องปวดหลังจากการประกอบอาชีพ บางคนกินยาแก้ปวดหรือยาชุด เป็นประจำจนกระเพาะทะลุ มีโรคที่มากับน้ำและการไม่ใส่รองเท้า เช่น โรคพยาธิปากขอและโรคฉี่หนู เล็บดำมือด้านจากการดำนา เสี่ยงต่อพิษภัยของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โรคที่มากับสัตว์ เช่น ตัวต่อต่อย ตัวแตนไช หรืองูกัด สิ่งเหล่านี้ดูจะไม่ยากนักในการส่งเสริมสุขภาพสำหรับปัญหาในมิติที่แยกส่วนดูเฉพาะโรคทางกาย

แต่ปัญหาสุขภาพี่หนักหนาของชาวนาก็คือปัญหาสุขภาวะทางจิตสังคม จากค่านิยมในสังคมชาวนาที่เปลี่ยนไป มุ่งเงินเป็นใหญ่ ทำให้ชาวนาดิ้นรนปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตมากๆ ด้วยการใช้ข้าวพันธุ์ดี ใช้ปุ๋ยเคมีใช้ยากำจัดศัตรูพืชจำนวนมาก ทำแปลงใหญ่ทุ่มสุดตัว ลงทุนกู้หนี้ยืมสินหวังว่าเก็บเกี่ยวจะได้กำไร แต่ราคาข้าวที่ขายได้ก็มักไม่ได้ราคา ภาวะขาดทุนซ้ำซากทำให้ชาวนาหมดตัว ความเครียดถามหา ชีวิตยามหมดหน้านาก็ไปขายแรงงานที่กรุงเทพ ทิ้งลูกทิ้งหลานไว้กับผู้เฒ่าผู้แก่ ครอบครัวห่างเหินขาดความอบอุ่น วัยรุ่นเริ่มติดบุหรี่ติดยา เที่ยวกลางคืนซิ่งรถเครื่อง หัวหน้าครอบครัวบางคนพอเครียดขาดแรงกำลังใจในชีวิต ก็ตั้งวงกินเหล้าจนเป็นกิจวัตร ต้องขายวัวขายควาย จำนองที่นา จนในที่สุดก็อพยพไปเป็นกรรมกรในเมืองหลวง จบชีวิตชาวนาเพราะที่ดินหลุดจำนองไปจากที่ไม่มีเงินใช้หนี้สินที่สะสมมาพะรุงพะรัง

สุขภาวะชาวนานั้น ต้องไปให้พ้นจากภาวะของการมีหนี้สิน จึงจะเกิดสุขภาวะได้อย่างแท้จริง ดังที่ นพ.อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และ พญ.ทานทิพย์ ธำรงวรางกูร ภรรยาคู่ชีวิต ที่ได้มุ่งมั่นสร้างสุขภาวะแก่ชาวนาด้วยการสร้างท้องนาอีสานให้เขียว ปรับแนวคิดของชาวนาให้หันกลับมาสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรธรรมชาติ ใช้แรงกายขุดสระเก็บน้ำไว้ในยามหน้าแล้ง ปลูกต้นไม้นานาชนิดในไร่นา กินทุกอย่างที่ปลูกและปลูกทุกอย่างที่กิน ให้ท้องนามีพันธุ์ไม้ที่หลากหลาย ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นไว้เหมือนเป็นธนาคารคนจนไว้รอเก็บเกี่ยวดอกผลในอีก 10 ปีให้หลัง เลี้ยงสัตว์ทั้งเป็ดไก่วัวควายและปลา มีวิถีชีวิตที่พอเพียง เน้นการพึ่งตนเองไม่พึ่งตลาดหรือพึ่งแต่เงินตรา มีความเกื้อกูลกันชุมชน เปลี่ยนจากชาวนาที่มากมายหนี้สิน หมดความรู้สึกมีคุณค่าในชีวิตตนเอง มาเป็นชาวนาตัวอย่างที่พออยู่พอกินตลอดปี ทั้งยังเหลือแจกเหลือขาย รู้สึกภูมิใจในคุณค่าชีวิตของตนเอง ยืดอกเป็นวิทยากรแนะนำชาวนาคนใหม่ที่สนใจมาเรียนรู้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนยิ่งของการก้าวข้ามพรมแดนของการสาธารณสุขมาสู่การมองสุขภาวะในมิติที่กว้าง สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาโดยเจาะไปที่ต้นเหตุแห่งความไม่สมดุลในชีวิตที่ฐานชีวิตและปากท้องของชาวนา

ความเข้าใจต่อวิถีชีวิตของชาวนา การที่บุคลากรในวิชาชีพด้านสุขภาพจะได้มีโอกาสไปตากแดด ดำนา เกี่ยวข้าวกับชาวนาบ้าง ย่อมเป็นสิ่งสำคัญในการปรับฐานคิดและมุมมองของวิชาชีพด้านสุขภาพเองต่อชาวนา หากสามารถทำได้ไกลกว่านั้น คือ ช่วยสนับสนุนให้ชาวนาหันกลับมาทบทวนชีวิตของเขาในกระแสการผลิตเพื่อขายแบบปัจจุบัน มาสู่วิถีการผลิตแบบตรงกันข้ามคือ แนวคิดเศรษฐกิจเพียงด้วยกระบวนการเกษตรธรรมชาติแล้ว ก็จะช่วยแก้ปัญหาของชาวนาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น เพื่อให้ชาวนาในวันนี้ เป็นกระดูกสันหลังของชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงคำขวัญที่สวยหรู ทุกข์ของชาวนากว่า 30 ล้านคน จะได้บรรเทาเบาบางลงไป ไม่มากก็น้อย

แสดงความคิดเห็น

« 0064
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง

เมนูหลัก

มุมสมาชิก

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน

แนะนำหนังสือ

The Doctor Communication HandbookThe Doctor Communication Handbook
เว็บไซท์นี้ออกแบบและทดสอบด้วยไฟร์ฟอกซ์!