Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

การจัดการศึกษาและปรึกษาทางไกล
เพื่อสนับสนุนบริการเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการสุขภาพปฐมภูมิ
Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

Select language ไทย | English

สาธารณสุขชนบท rural health

บทที่ 20 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กับการเป็นหุ้นส่วนสุขภาพ

by Admin @January,11 2011 22.02 ( IP : 61...130 ) | Tags : สาธารณสุขชนบท rural health

Rural Health สาธารณสุขชนบท

บทที่ 20 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กับการเป็นหุ้นส่วนสุขภาพ

หากพันธกิจของ CUP ข้อที่ 1 ในด้านการบริหารจัดการระบบบริการสาธารณสุขในระดับอำเภอ เป็นบทบาทขั้นพื้นฐานของการทำหน้าที่ของ CUP แล้ว การเชื่อมต่อกับภาคีภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็นับได้ว่าเป็นบทบาทขั้นต่อไป

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับอำเภอไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาล นับเป็นอีกองค์กรภาคีที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบสุขภาพในระดับอำเภอ ดังนั้นพื้นฐานที่สำคัญคือสัมพันธภาพที่ดีระหว่างองค์กร

ในปัจจุบัน หลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผู้นำองค์กรที่มีความคิดก้าวหน้ามาก ให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น การสาธารณสุขก็เป็นหนึ่งในมิติด้านคุณภาพชีวิตที่สำคัญ แม้ว่าในบางองค์กรปกครองส่วนถิ่นจะยังมีการช่วงชิงการนำกันรุนแรง แต่หากเราเข้าใจการเมืองท้องถิ่นซึ่งมีความขัดแย้งภายในสูง ก็จะสามารถวางตนได้อย่างเหมาะสม ในปัจจุบันบางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจยังเป็นหลักในการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนด้านสุขภาพได้ยาก แต่ขั้นต่ำของความร่วมมือนั้น การขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขนั้น เป็นสิ่งที่ทุกสถานบริการสามารถขอรับการสนับสนุนได้ จะมากจะน้อยก็ขึ้นกับเงื่อนไขต่างๆในพื้นที่

รูปแบบการเชื่อมต่อเป็นหุ้นส่วนสุขภาพกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ในปกติ สถานบริการไม่ว่าระดับโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยมักมีความสัมพันธ์พื้นฐานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่แล้ว โดยมีรูปแบบความสัมพันธ์ที่สำคัญ ได้แก่

  1. ส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะการประสานเป็นรายโครงการหรือมีการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากท้องถิ่นเป็นโครงการมากน้อยตามเหตุปัจจัย

  2. การเชิญบุคคลผู้นำองค์กรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาเป็นคณะกรรมการทั้งในส่วนของ CUP หรือคณะกรรมการที่ปรึกษาโรงพยาบาล

  3. ในหลายพื้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตั้งงบประมาณในการส่งนักเรียนในพื้นที่รับทุนไปเรียนระดับอุดมศึกษาหรืออนุปริญญา เช่น ในตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ ทันตภิบาล เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน เป็นต้น เมื่อจบแล้วก็ต้องกลับมาปฏิบัติงานที่สถานบริการสุขภาพในชุมชน

  4. การสนับสนุนงบประมาณให้กับองค์กรภาคประชาชนที่ผูกติดกับงานสาธารณสุข เช่น ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข ชมรมผู้สูงอายุ หรือชมรมผู้ติดเชื้อ เป็นต้น ซึ่งทำให้การทำงานขององค์กรเหล่านี้สะดวกขึ้น เป็นประโยชน์กับงานสาธารณสุขโดยตรง และประหยัดงบประมาณที่ต้องสนับสนุนจากสถานบริการได้มาก

  5. การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้สนับสนุนด้านอาคารสถานที่ เพื่อให้หน่วยราชการด้านสาธารณสุขมาร่วมจัดบริการในสถานบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะของเทศบาลต่างๆ เช่น กรณีของ CUP ยางตลาด จังหวัดยโสธร ที่ทางโรงพยาบาลยางตลาดได้ไปเช่าห้องแถวเพื่อเปิดให้บริการในนามของ “ โรงพยาบาลยางตลาด 2 ” เพื่อให้บริการแก่ผู้ป่วยในเขตเทศบาล จัดแพทย์ เภสัชกร พยาบาล มาให้บริการ มีรถฉุกเฉินเพื่อส่งต่อไปโรงพยาบาล ต่อมาทางเทศบาลเห็นถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ จึงได้อาสาสร้างอาคารให้ในที่สุด

  6. การร่วมลงขันตั้งกองทุนสุขภาพชุมชน โดยการร่วมลงขันของ องค์การบริหารส่วนตำบล กลุ่มองค์กรการเงินชุมชนเช่นกลุ่มออมทรัพย์ และ สปสช. โดยในปี 2550 นั้น ทาง สปสช. ได้จัดสรรงบประมาณหมวดส่งเสริมป้องกันในชุมชน หรืองบ PP Community based จำนวน 37.5 บาท ต่อรายหัวประชากร เป็นกองทุนสุขภาพชุมชน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องสมทบงบประมาณลงขันตามระเบียบของ สปสช.ในเรื่องหลักเกณฑ์การสมบทจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ

    • อบต.ขนาดใหญ่ สมทบงบประมาณขั้นต่ำ 50% ของที่ สปสช.โอนให้
    • อบต.ขนาดกลาง สมทบงบประมาณขั้นต่ำ 20% ของที่ สปสช.โอนให้
    • อบต.ขนาดเล็ก สมทบงบประมาณขั้นต่ำ 10% ของที่ สปสช.โอนให้

ประเด็นสำคัญของการมีกองทุนสุขภาพระดับตำบลโดยงบประมาณการมีส่วนร่วมจากทั้งงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและองค์การบริหารส่วนตำบลนั้น เป็นนวัตกรรมทางการจัดการด้านการสร้างเสริมสุขภาพที่น่าสนใจยิ่ง สำหรับ สปสช.จะขยายกระบวนการนี้ไปให้ได้ 800 อบต. แต่อย่างไรก็ตาม CUP ก็อาจเข้ามาช่วยสร้างกระบวนการก่อตั้งกองทุนได้ด้วยตนเอง โดยอาจจะเป็นงบประมาณลงขันจากงบประมาณส่งเสริมป้องกัน (งบPP) ของ CUP เอง กับงบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้ระเบียบของ สปสช.ในการเป็นฐานในการทำงานก็ได้

ข้อเสนอแนะต่อการสร้างการมีส่วนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

  1. สร้างและทำความเข้าใจในบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เห็นว่าสุขภาพ คือ ภารกิจหนึ่งที่สำคัญในการเพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน หรืออาจกล่าวว่าให้ concern เรื่องสุขภาพ ซึ่งสำคัญกว่าลงขัน ในโครงการหนึ่งๆ นั้น ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสนับสนุนงบประมาณมากน้อยเพียงใด ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับการเห็นความสำคัญและร่วมเข้ามาทำงานร่วมกันกับภาคส่วนสาธารณสุข นั่นคือ ไปให้ไกลกว่า win-win คือเราได้งบ เขาได้เสียง เป้าหมายคือทำให้ชุมชนเข้มแข็ง

  2. ทุก CUP ควรมีการตั้งคณะกรรมการสุขภาพระดับอำเภอ ที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคมและผู้ทรงคุณวุฒิในชุมชนมาเป็นคณะกรรมการ เช่น ที่ CUP หนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี สำหรับในส่วนของสถานีอนามัยนั้น ควรที่จะมีการตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาสถานีอนามัยเช่นกัน โดยมีตัวแทนภาคประชาสังคมและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาเป็นคณะกรรมการเช่นเดียวกับที่ CUP นครไท จังหวัดพิษณุโลก

  3. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือที่ยั่งยืนกว่าการสนับสนุนเพียงงบประมาณในการจัดทำโครงการ โดยเฉพาะรูปแบบความร่วมมืออันได้แก่

    1. การให้ทุนชุมชนแก่นักเรียนเพื่อเรียนต่อในวิชาชีพด้านสุขภาพแล้วให้กลับมาทำงานใช้ทุนที่สถานบริการใกล้บ้าน ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในชนบทได้ในระยะยาว งานด้านสุขภาพได้ก้าวมาสู่การทำงานเชิงคุณภาพมากกว่างานด้านปริมาณ เป็นงานที่ต้องใช้กำลังคนและเวลามาก ลำพังงบประมาณทำโครงการอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เกิดงานที่มีคุณภาพได้เท่าที่ควร เช่น กรณีของ CUP น้ำพอง จังหวัดขอนแก่น CUP หล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ และ CUP เทพา จังหวัดสงขลา
    2. การตั้งกองทุนสุขภาพชุมชนระดับตำบล โดยขอรับงบอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะเป็นเงินก้อนมาร่วมลงขันกับเงินส่งเสริมป้องกันของ CUP และเงินสมทบจากองค์การการเงินของชุมชน เช่น กลุ่มออมทรัพย์ หรือ กองทุนหมู่บ้าน เป็นเงินกองทุนสุขภาพชุมชนที่เป็นเงินกองกลางที่ทุกภาคส่วนหรือทุกองค์กรสามารถเขียนโครงการมาขอรับการสนับสนุนการทำโครงการจากกองทุนฯได้ เป็นเสมือน สสส. ในระดับตำบล เช่นกรณีของ CUP จะนะ จังหวัดสงขลา

เรื่องเล่าจากหล่มสัก “ 2 บาทร่วมลงขัน สร้างสรรค์ โรงพยาบาลตำบล ”

โรงพยาบาลตำบล เกิดขึ้นมาจากแนวคิดและปรัชญาของ นพ.พงศ์พิชญ์ วงศ์มณี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยได้พลิกโฉมหน้าการพัฒนาสถานีอนามัยระดับตำบล ให้มีศักยภาพระดับสูงในบริการโดยมีทีมสุขภาพทั้งแพทย์ พยาบาล ทันตาภิบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เหมาะสม มียา เวชภัณฑ์และเครื่องมือในการบริการเป็นที่ยอมรับของประชาชน สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน และตอบสนองระบบสุขภาพแบบใหม่ที่สร้างสมดุลการพึ่งตนเองและพึ่งบริการได้อย่างดี โดยผู้นำทั้ง 3 ฝ่าย คือภาคประชาชน ภาคการเมือง ภาคท้องถิ่น และภาคสาธารณสุข ได้มาร่วมหารือ และตัดสินใจระดมทุนจัดตั้งกองทุนสุขภาพระดับตำบลขึ้นมา

การร่วมลงขันของประชาชนในชุมชนคนละ 2 บาท ต่อเดือน หรือ 24 บาท ต่อปี เมื่อรวมประชากรในชุมชน เช่น ตัวอย่างจำนวน 10,000 คน ก็จะได้เงินจำนวน 240,000 บาท ที่มาจากภาคประชาชน และการมีส่วนร่วมขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในฐานะผู้มีบทบาทในระบบสุขภาพของประชาชนร่วมสมทบอีกไม่น้อยกว่าประชาชนลงขัน และ CUP หล่มสักในฐานะผู้บริหารเงินต่อหัวประชากรที่ได้รับจัดสรรจากรัฐบาล ก็ร่วมสมทบเป็นพลังทุนจากสามประสาน ก็จะทำให้มีกองทุนสุขภาพจำนวนมากพอ ประมาณ 7 แสนบาทในหนึ่งปี เพื่อใช้ในการบริหารจัดการการดำเนินงานของโรงพยาบาลตำบล

คณะกรรมการกองทุนสุขภาพที่ถูกคัดเลือกจากประชาชนและท้องถิ่นทุกหมู่บ้านในตำบล เป็นผู้ตัดสินใจในการใช้งบประมาณ เช่น มีการจ้างทีมสุขภาพ โดยให้ค่าตอบแทนแพทย์มาอยู่ประจำที่โรงพยาบาลตำบล ด้วยเงินกองทุนสุขภาพ 30,000 บาทต่อเดือน นอกเหนือจากรายได้เงินเดือนประจำ พยาบาลอัตราจ้าง 10,000 บาทต่อเดือน การก่อสร้างปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานชั้นล่างของสถานีอนามัยเดิมให้เหมาะสมกับบริการผู้สูงอายุ ผู้พิการ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยเรื้อรัง ที่ไม่สะดวกในการขึ้นไปรับบริการที่ชั้นสองของสถานีอนามัยตามโครงสร้างเดิมกระทรวงสาธารณสุข และแก้ไขปัญหาสุขภาพในท้องถิ่นได้ เช่น ไข้เลือดออก อุจจาระร่วง และหากกองทุนมีความเติบโตยั่งยืนก็สามารถซื้อชุดเครื่องมือบริการทันตกรรม หรืออื่นๆ เช่น จัดส่งนักเรียนทุนพยาบาลศาสตร์ และอื่นๆ ที่ขาดแคลนในหมู่บ้านให้ไปเรียน แล้วกลับมาทำงานในชุมชนของตนเองได้ เป็นต้น

ความสำเร็จของกองทุนสุขภาพที่มาจากสามประสานสามารถจัดตั้งได้ทั้งหมด 18 กองทุน ในปี 2547 มีงบประมาณที่มาจากจากภาคประชาชน ภาคท้องถิ่น และภาครัฐ กว่า 4 ล้านบาท มีระเบียบข้อบังคับกองทุนและการดำเนินการติดตามเงินเข้ากองทุนโดยประชาชน สามารถส่งผลให้เกิดความร่วมมือ การมีส่วนร่วมอย่างมากมาย

กองทุนสุขภาพโรงพยาบาลตำบล กลายเป็นจุดเชื่อมโยงทำให้เกิดมาตรการและความร่วมมืออย่างมากในชุมชน ทั้งการจัดทำแผนงานแก้ปัญหาด้านสาธารณสุข การต่อเติบอาคารสถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลตำบล การกำหนดข้อบังคับของชุมชนในการจัดระเบียบของสังคมในเรื่องสุขาภิบาล การควบคุมโรค เรื่องการรักษาความสงบ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชุมชน ข้อบังคับการจราจรของการขับขี่ในชุมชน เมาสุรา และการร่วมกันแก้ปัญหาเชิงระบบ การมีอาชีพและมีงานทำ และหน่วยราชการอื่นๆ เข้ามาเป็นเครือข่ายด้านสุขภาพมีกิจกรรมร่วมกัน เช่น มีหน่วยอาสาสมัครตำรวจชุมชน หน่วยวิทยุชุมชน การแจ้งทะเบียนการเกิดและเสียชีวิตของประชาชน โดยทุกหน่วยงานผลัดเปลี่ยนกันมาทำงานเป็นประจำที่โรงพยาบาลตำบล เกิดการเรียนรู้ร่วมกันเกื้อกูลและดูแลกันเองภายในชุมชน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องสุขภาพเท่านั้น ซึ่งในทุกเรื่องมีความเชื่อมโยงต่อระบบสุขภาวะของประชาชนที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตทั้งสิ้น

แสดงความคิดเห็น

กรุณาป้อน Username / Password ที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้กับเว็บไซท์แห่งนี้ หรือ สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซท์
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง

เมนูหลัก

มุมสมาชิก

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน

แนะนำหนังสือ

The Doctor Communication HandbookThe Doctor Communication Handbook
เว็บไซท์นี้ออกแบบและทดสอบด้วยไฟร์ฟอกซ์!