Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

การจัดการศึกษาและปรึกษาทางไกล
เพื่อสนับสนุนบริการเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการสุขภาพปฐมภูมิ
Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

Select language ไทย | English

เรื่องเด่น รพช.

โรงพยาบาลแม่อาย ต้นแบบโรงพยาบาลชุมชน

by Admin @January,11 2011 22.25 ( IP : 61...130 ) | Tags : เรื่องเด่น รพช.

โรงพยาบาลแม่อาย ต้นแบบโรงพยาบาลชุมชน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับมีนาคม-เมษายน 2548

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

โรงพยาบาลชุมชนในประเทศไทยที่มีทั้งสิ้น 726 แห่งนั้น โรงพยาบาลแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กที่มีความโดดเด่นอย่างยิ่ง ทั้งจากความเป็นโรงพยาบาลของชุมชนที่ชุมชนรักและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ความสวยงามของสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลและบรรยากาศของขุนเขาที่สวยงามรายล้อม ด้วยระบบงานชุมชนที่ใส่ใจสุขภาพในมิติที่กว้างและครอบคลุมทั้งอำเภอ เจ้าหน้าที่มีความสุขและขยันสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ และด้วยความโดดเด่นเฉพาะตัวของผู้อำนวยการโรงพยาบาล นพ.ไกร ดาบธรรม โรงพยาบาลแม่อาย จึงมิได้เป็นการกล่าวเกินความจริงหากจะกล่าวว่า “โรงพยาบาลแม่อาย ต้นแบบโรงพยาบาลชุมชน”

แม่อาย ความงามที่ชายแดน

อำเภอแม่อายเป็นท้องถิ่นแดนไกลเหนือสุดของจังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 170 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง แต่อยู่ติดกับเขตแดนของจังหวัดเชียงราย ซึ่งใช้เวลาผ่านดอยสูงคดเคี้ยวนานกว่า 1 ชั่วโมง

อำเภอแม่อายประกอบด้วย 7 ตำบล 92 หมู่บ้าน มีประชากรประมาณ 107,160 คน นับได้ว่าเป็นอำเภอที่มีประชากรมากทีเดียว ประกอบด้วยชาวไทยพื้นราบ 70,000 คน ชาวไทยพื้นที่สูง(ชาวเขา) หลายเผ่าพันธุ์ 30,000 คน และยังมีชาวพม่าอพยพข้ามแดนอีกประมาณ 40,000 คน เป็นอำเภอที่ตั้งของดอยผ้าห่มปกซึ่งสูงสุดเป็นอันดับสองรองจากดอยอินทนนท์ ติดกับชายแดนพม่า ใกล้กับเมืองยอน ซึ่งเป็นเสมือนเมืองหลวงของชนกลุ่มน้อยกลุ้มว้าในประเทศพม่า เป็นแหล่งผลิตยาบ้าและเฮโรอีนใหญ่ที่สุดในโลก

โรงพยาบาลแม่อายดูแลประชากรส่วนใหญ่ที่มีอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้น้อยเพียง 5,000-10,000 บาทต่อครอบครัวต่อปี มีโรคระบาดบริเวณชายแดนชุกชุม เช่น มาลาเรีย ทั้งมีโรคหายาก เช่นโรคเรื้อน โรคเท้าช้าง โรงพยาบาลแม่อายเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2526 เป็นโรงพยาบาล 10 เตียง ต่อมาปี 2536 ได้เปลี่ยนขนาดเป็น 30 เตียง นพ.ไกร ดาบธรรม ผู้อำนวยการนักพัฒนาคนปัจจุบันได้เริ่มมาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลแม่อายตั้งแต่ปี 2532 และเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลแม่อายได้รับการร่วมแรงร่วมใจพัฒนาจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจนปัจจุบันนับเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

หมอไกร ดาบธรรม ผู้สร้างฝันโรงพยาบาลแม่อาย

นพ.ไกร ดาบธรรม แต่พื้นเพเดิมเป็นคนสุพรรณบุรี เรียนอยู่ 7 ปี จึงจบแพทยศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เมื่อปี 2532 และตัดสินใจมุ่งสู่ภาคเหนือ หาโรงพยาบาลไกลๆ สักแห่งทำสร้างฝันทำงาน และที่นั่นก็คือโรงพยาบาลแม่อาย

ในช่วงแรกของการทำงานนั้น เป็นแพทย์คนเดียวในโรงพยาบาล ในขณะนั้นมีสงครามชายแดนไทยพม่าบ่อยครั้ง บางครั้งเสียงปืนใหญ่ดังตลอดคืน ไฟฟ้าดับมากกว่าติด มีคนหามทหารทั้งพม่า กะเหรี่ยงและไทยที่บาดเจ็บมาให้รักษา ตัดขา Amputation ทหารที่เหยียบกับระเบิดจนชำนาญ เป็นช่วงชีวิตที่น่าจดจำ

ความต่อเนื่องของผู้อำนวยการโรงพยาบาลบันดาลงานหลายอย่างในชุมชนได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้อำนวยการสนใจเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากการแพทย์ที่มุ่งรักษาโรค

คุณหมอไกรมีความคิดที่น่าสนใจหลายประการที่เก็บตกได้จากการพูดคุย เช่น คุณหมอไกรเชื่อว่า “ทุกอย่างมาจากความเชื่อ เชื่อว่าเราทำได้ ก็จะทำได้” โรงพยาบาลแม่อายจึงเป็นอย่างที่เห็นอย่างไม่น่าเชื่อ “ที่ต้องทำสถานที่ให้สวย เพื่อให้คนไม่ป่วยก็สามารถมาใช้บริการของโรงพยาบาลได้” “ถ้าทำอะไรแล้ว เรา-ประชาชน-องค์กร ได้ ทำไปเลย ให้ได้กันทุกฝ่าย”

เมื่อเป็นผู้อำนวยการใหม่ๆ ในวัน อสม. คุณหมอไกรเล่าว่า “กินเหล้าชนแก้วกับ อสม.ทั้งงาน จนต้องหามกลับบ้าน วันรุ่งขึ้นได้เพื่อนทั้งอำเภอ เพราะไม่ค่อยมีหมอมาไหว้เขาก่อน มากินเหล้ากับเขา” การกินเหล้าเป็นวัฒนธรรมของหมู่มิตรของคนเหนือ ได้ใจ อสม.แล้ว ขอช่วยงานอะไรก็ไม่ยาก นอกจากนี้ก็ยังต้องเข้ากับกลุ่มผู้นำชุมชน รวมทั้งกลุ่มที่สำคัญ คือ แม่บ้าน แกนนำสตรี “เพราะสั่งพ่อบ้านได้” สิ่งเหล่านี้เป็นฐานสำคัญในงานสาธารณสุข

ที่นี่ทีมงานโรงพยาบาลหลายคนที่สามารถลุกขึ้นเป็นวิทยากร กล่าวถึงผลงานของโรงพยาบาลได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่เคอะเขิน และอยู่ดูแลแขกตลอดรายการแทนผู้อำนวยการได้สบาย แม้กระทั่งคนขับรถโรงพยาบาลที่สุภาพมากๆ บอกเล่าสรรพสิ่งได้อย่างน่าสนใจ นับว่าเป็นการบริหารบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ น่าชื่นชมมาก

ทีมงานที่ร่วมฝ่าฟันอุปสรรค สร้างสรรค์งานนั้น ได้อาศัยบุคลากรโรงพยาบาลทุกวิชาชีพซึ่งอยู่กับพื้นที่ได้นานกว่าแพทย์ในการดำเนินงานในชุมชน ซึ่งจะได้ผลสำเร็จสูงและยั่งยืนกว่าการพึ่งพาแพทย์ซึ่งย้ายบ่อย การกระจายงานและให้ความไว้วางใจจากผู้อำนวยการ ทำให้งานต่างๆ พัฒนารุดหน้าไปได้อย่างดี มีความคิดสร้างสรรค์มากมาย

รางวัลมากมายที่คุณหมอไกรได้รับ ที่สำคัญ เช่น รางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทของกองทุนกนกศักดิ์ พูลเกษร ของมูลนิธิแพทย์ชนบทในปี 2537 รางวัลแพทย์ชนบทดีเด่นของศิริราชพยาบาลในปี 2540 และรางวัลที่น่าภาคภูมิใจที่สุดรางวัลหนึ่งในชีวิตก็ คือ โล่ห์ทองคำจากประชาชนชาวแม่อาย ที่คนแม่อายระดมทรัพย์จัดทำโล่ห์จากทองคำมอบแก่หมอที่เขาเคารพศรัทธา

คุณหมอไกร ดาบธรรม คือ ศูนย์รวมศรัทธาของทั้งเจ้าหน้าโรงพยาบาลและผู้คนทั้งอำเภอแม่อาย แต่จะเห็นว่าบางครั้งการที่มีผู้นำที่เข้มแข็งมากเกินไปก็มีข้อเสียคือจะทำให้คนในชุมชนและบุคลากรในโรงพยาบาลยึดติดในตัวบุคคลมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาเมื่อจำเป็นที่จะต้องผู้อำนวยการโรงพยาบาลต้องปรับเปลี่ยน ชาวบ้านที่แม่อายจึงมีประเพณีสืบชะตาและกินวอแสดงพลังศรัทธาของชุมชนให้คุณหมอไกรทุกปี ส่วนหนึ่งเพื่อแสดงออกแก่คนที่เขาศรัทธา อีกส่วนหนึ่งเพื่อบอกคุณหมอไกรกลายๆว่า ขอให้อยู่แม่อายต่อไปนานๆ

รีสอร์ทในโรงพยาบาล

คณะเดินทางทุกคณะย่อมจะตื่นเต้นกับซุ้มประตูไม้สักขนาดใหญ่ ที่อยู่ทางเข้าโรงพยาบาลแม่อาย ซึ่งเป็นป้ายบอกทางเข้าสู่ “โรงพยาบาลแม่อาย เวียงมะลิกา” ต้องผ่านทางเข้าเป็นตรอกแคบๆ สูงชัน จึงจะถึงตัวโรงพยาบาลที่อยู่ทางซ้ายมือ สภาพตึก OPD IPD ของโรงพยาบาลเป็นรูปแบบธรรมดาของโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ชั้นเดียวตามแปลนของกระทรวงสาธารณสุข แต่ประกบข้างตึกด้วยน้ำตกจำลองขนาดใหญ่และเรือนไม้หรูหราอีก 2-3 หลังที่อยู่ด้านข้าง

โรงพยาบาลแม่อายมีพื้นที่ 40 ไร่ ได้พัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างโดดเด่น มีสวนหย่อมที่สวยงามและลานออกกำลังกายที่มีคนมาออกกำลังกายนานาชนิด รายรอบด้วยบ้านพักไม้สักขนาด 3 ห้องนอน สวยงามกว่ารีสอร์ททั่วไป มีเรือนบ้านทรงสามเหลี่ยมสไตล์บ้านกาแฟ เป็นเรือนสองชั้นอยู่ด้านข้างของลานออกกำลังกาย บนชั้นสองตกแต่งสวยงามเหมือนร้านกาแฟหรูๆ ในกรุงเทพฯ มีกระจกด้านข้างมีน้ำไหลผ่านกระจกดูเก๋ไก๋ ผู้อำนวยการนายแพทย์ไกร ดาบธรรม ชี้ชวนให้ชมดอยผ้าห่มปกสูงชันทางทิศตะวันตกของโรงพยาบาล

ยังมีเรือน OTOP เป็นเรือนไม้ทรงไทยสวยงามที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าเรือนกาแฟ มีสินค้าของกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ ศูนย์เด็กกำพร้าเอดส์ ที่จัดตั้งโดยโรงพยาบาลมาวางขายร่วมกับสินค้าอื่น คุณหมอไกรเล่าว่า ที่นี่ทำมาก่อนรัฐบาลทักษิณจะมีนโยบายเรื่องหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เพราะหากปากท้องยังหิวก็ยากที่จะมีสุขภาพดี โรงพยาบาลพอช่วยกระจายสินค้าได้ก็ควรต้องช่วย ขณะนี้โรงพยาบาลแม่อายได้รับการส่งเสริมโปรโมทให้เป็นจุดท่องเที่ยวของชาวต่างประเทศด้วย

โรงพยาบาลแม่อายยังได้สร้างศูนย์ฝึกอบรมของโรงพยาบาล เป็นเรือนไม้หรูหราที่ตกแต่งสวยงาม มีลานกว้างปูด้วยกระเบื้องสวยงามอยู่ด้านหน้า ตรงกลางลานกว้างมีต้นไม้ใหญ่ที่ประดับประดาด้วยหลอดไฟสายสีส้มกระพริบ ดูหรูหราอลังการ

นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำและซาวน่าทางด้านหลังของโรงพยาบาลที่ทำไว้เพื่อบริการเจ้าหน้าที่ภายในโรงพยาบาล มีโรงยิมขนาดใหญ่และสถานีวิทยุสุขภาพเพื่อชุมชนซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของโรงพยาบาลที่เพิ่งเปิดบริการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2547 ที่ผ่านมา ขณะนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจากการรับฟังข่าวสาร เพลงและตอบปัญหาทางสุขภาพ โดยมีดีเจที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาจัดรายการ รวมทั้งตัวผู้อำนวยการเองด้วย

อาจเรียกได้ว่าในรัศมี 100 กิโลเมตรนั้น โรงพยาบาลแม่อาย คือ ไข่แดงแห่งชายแดนไทยพม่า ที่รีสอร์ทเอกชน ยังยากที่จะเทียบชั้นได้

เบื้องหลังของการมีอาคารไม้รูปทรงสวยงามนับสอบหลังกระจายเหมือนรีสอร์ทในโรงพยาบาลนั้น คุณหมอไกรเล่าว่า เมื่อชาวบ้านศรัทธาในโรงพยาบาล อาคารต่างๆ ที่มีนั้นล้วนเกิดจากความร่วมมือของชุมชนทั้งสิ้น ไม้ทุกเสาทุกแผ่นก็เป็นไม้ที่ชาวบ้านบริจาค บางรายขนมาให้ บางรายบอกให้ไปเอาในที่นาได้เลย แรงงานในการก่อสร้างก็เป็นแรงงานอาสาของชาวบ้าน อย่าง เช่น ศาลาริมน้ำ ตำรวจตัด (ไม้พม่า) ทหารขน ชาวบ้านสร้าง โรงพยาบาลเติมเงินน้อยมาก โรงพยาบาลแม่อายจึงเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

โรงพยาบาลชุมชนในทัศนะของคุณหมอไกรและทีมงานนั้นต้องเป็นสถานที่สาธารณะที่ควรอำนวยโอกาสทุกอย่างเท่าที่ทำได้ให้กับชุมชน ไม่เฉพาะคนเจ็บไข้ได้ป่วยเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนชนบทนั้นโอกาสของชาวบ้านน้อยอยู่แล้ว โรงพยาบาลเติมเต็มได้ก็ต้องทำ สถานที่ที่สวยงาม เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ เป็นที่ออกกำลังกายของชุมชน เป็นที่บอกรักของคนหนุ่มสาว เป็นที่กระจายสินค้าของกลุ่มต่างๆ นี่คือโรงพยาบาลแม่อายที่เป็นมากกว่าโรงซ่อมสุขภาพ

งานสังคมสงเคราะห์ที่แท้จริง

คุณหมอไกรมองโรคภัยไข้เจ็บเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต “ถ้าเราไม่ออกไปให้เขาบ้าง เช่น ให้ผ้าห่มคนแก่ เด็กกำพร้า ในที่สุดเมื่อเขาไม่มี เขาก็ย่อมจะเจ็บป่วยหนัก ต้องมาหาเราภายหลัง ยามหนาวเรายังนอนห่มผ้าห่ม 3 ชั้น แต่ชาวบ้านผ้าห่มที่มีผืนบางๆ ทั้งยังขาดเก่า บ้านก็สานจากไม้ไผ่ ลมหนาวซอกซอนเข้าไปได้สบาย แน่นอนว่าต้องปอดบวมมาโรงพยาบาล แล้วเราไปช่วยไม่ให้เขาปอดบวมไม่ดีกว่าหรือ” ดังนั้นสำหรับทีมงานโรงพยาบาลแม่อายเวลาออกชุมชนต้องทำมากกว่าดูแลสุขภาพ ต้องดูแลปากท้อง ห่วงใยส่วนอื่นของเขาด้วย

เนื่องจากประชากรในอำเภอแม่อายมีระดับการศึกษาต่ำและมีฐานะยากจน ในอดีตจึงมีการล่อลวงและถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนเมืองได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชักชวนเพื่อมาขายบริการทางเพศ ทำให้ติดเอดส์กลับมาตายที่บ้านเกิด ปัญหาที่ตามมาคือ เด็กต้องเป็นเด็กกำพร้าเมื่อพ่อแม่เสียชีวิตไป รวมทั้งพ่อและแม่ของคนที่เป็นโรคเอดส์ต้องถูกทิ้งให้เลี้ยงหลานหรืออยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นจึงประชากรที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จึงเพิ่มจำนวนขึ้นซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญของอำเภอแม่อาย

ดังนั้น โรงพยาบาลแม่อายจึงมีรายชื่อผู้ด้อยโอกาสในชุมชน ไม่ว่าคนยากจนในชุมชน ผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลาน คนพิการ ผู้ป่วยที่ต้องดูแลที่บ้าน (home health care) รวมแล้วหลายร้อยคน ที่ทางโรงพยาบาลได้ให้ความช่วยเหลือ นอกจากดูแลเรื่องสุขภาพแล้ว ยังติดเอาข้าวสารอาหารแห้ง เสื้อผ้าผ้าห่มไปแจกจ่ายด้วย มากน้อยถี่ห่างตามความหนักเบาและความจำเป็นในแต่ละราย เพื่อลดช่องว่างทางสังคม เพิ่มโอกาสแก่คนไทยที่ยากจนห่างไกล ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่เอาไปให้นั้นไม่พอยังชีพหรอก แต่สามารถเติมรอยยิ้มและเสริมให้มีอาหารดีๆได้บำรุงสุขภาพบ้าง

ที่โรงพยาบาลแม่อาย จึงมีสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า โดยเฉพาะจากพ่อแม่ที่เป็นเอดส์ บางครั้งก็รับเด็กที่ขาดสารอาหารมาดูแลด้วย ที่นี่มีอาหารให้เด็กได้กินครบมื้อ มีครูสอนเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการและความรู้แก่เด็ก ทำหัตถกรรมไปขายในศูนย์แสดงสินค้าในโรงพยาบาล การดูแลเด็กเป็นแบบเช้าไปเย็นกลับ ค่าใช้จ่ายนั้นเป็นภาระที่คุณหมอไกรและทีมงานโรงพยาบาลต้องหามา

นอกจากนี้โรงพยาบาลแม่อายยังมีกองทุนการศึกษาที่ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กยากจนในหมู่บ้านให้ได้เรียนต่อในระดับมัธยม เพื่อตัดวงจรการตกเขียวไปขายบริการทางเพศสำหรับเด็กหญิง หรือไปร่วมขายยาเสพติดสำหรับเด็กชาย

สำหรับผู้สูงอายุ ตาฝ้าฟางเพราะต้อกระจกนั้นรักษาได้ แต่คนแม่อายสักกี่คนที่จะมีโอกาสไปผ่าตัดที่เชียงใหม่ที่ไกลออกไปมาก ดังนั้นทางโรงพยาบาลจึงได้ประสานกับมูลนิธิพิทักษ์ดวงตาประชาชนให้บริการผ่าตัดต้อกระจกใส่เลนส์ตาเทียมฟรี โดยจัดขึ้นทุกปี รวมทั้งผ่าไปแล้วกว่า 1,000 ราย นี่อาจเป็นโอกาสที่คนในสลัมข้างโรงเรียนแพทย์ในกรุงเทพฯ ไม่มี

แน่นอนว่าการจัดบริการสังคมสงเคราะห์ได้ปริมาณมากมายเช่นนี้ ย่อมต้องใช้เงินหลายล้านบาทต่อปี ซึ่งในส่วนนี้ทางโรงพยาบาลแม่อายได้ใช้เงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ซึ่งส่วนใหญ่ คือบุคคลภายนอกที่ศรัทธาในการทำงานของ นพ.ไกร ดาบธรรม และทีมงาน มาเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดบริการ ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เลียนแบบได้ไม่ง่ายนัก

ภาพงานสังคมสงเคราะห์ที่นี่จึงเป็นการสงเคราะห์ตามนัยยะทางทฤษฎีอย่างแท้จริง ที่เอื้ออาทรเกื้อกูลคนยากคนจน ไม่ใช่งานสังคมสงเคราะห์แบบโรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่มีหน้าที่คาดคั้นเงินทุกบาททุกสตางค์จากผู้ป่วยมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ค้างชำระ

โรงพยาบาลแม่อายได้ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพราะเห็นว่าสุขภาพคือองค์รวมของสรรพสิ่ง ในพื้นที่ห่างไกลเช่นนั้น หากโรงพยาบาลไม่ทำแล้ว จะไปคาดหวังหน่วยราชการอื่นทำนั้นคงจะยาก คนแม่อายแม้อยู่ไกลหลังเขา แต่ด้วยความจริงจังของทีมงานโรงพยาบาลที่เชื่อว่า เราทำได้ คนแม่อายจึงมีรอยยิ้มมากกว่าคนในเมืองกรุงอย่างแน่นอน

ระบบการดูแลปฐมภูมิแบบแม่อาย

กลไกสำคัญในการจัดระบบบริการปฐมภูมิของอำเภอแม่อายนั้น แบ่งเป็น 2 กรณีคือ ในพื้นที่ราบหรือพื้นที่ดอยที่เดินทางเข้าถึงค่อนข้างสะดวกนั้น ทางโรงพยาบาลได้การกำหนดพื้นที่หมู่บ้านรับผิดชอบในขอบเขตทั้งอำเภอที่ชัดเจนให้กับเจ้าหน้าที่ โดยที่ทุกบ้านจะมีหมอประจำครอบครัวของตนเอง โดยที่หมอประจำครอบครัวไม่จำเป็นจะต้องเป็นแพทย์ แต่เป็นเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล ส่วนในกรณีของหมู่บ้านห่างไกลบนดอยสูงนั้นใช้รูปแบบหน่วยแพทย์เคลื่อนที่แทน

โรงพยาบาลแม่อายริเริ่มบริหารจัดการระบบงานปฐมภูมิในชุมชน โดยแบ่งแพทย์ 5 คน เป็นหัวหน้าทีมสหวิชาชีพ 5 ทีม ดูแลพื้นที่อำเภอที่ถูกตัดแบ่งเป็น 5 ส่วน ซึ่งทีมประกอบด้วยทุกวิชาชีพทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน กระจายกันรับผิดชอบหมู่บ้านในชุมชน เพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารให้แต่ละครอบครัวเข้าถึงบริการ ประชาชนทุกคนมีหมอประจำบ้าน โดย วิชาชีพที่มีจำนวนน้อยจะเป็นทีมสนับสนุน เช่น แพทย์ ทันต เภสัช การเงิน และ lab ส่วนพยาบาลและเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนของโรงพยาบาลเป็นทีมปฏิบัติการในชุมชน

ทุกวันรถของโรงพยาบาลแม่อายจะพาเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านไปหย่อนไว้ในหมู่บ้านตลอดความยาวไกลของถนน แล้วตกเย็นก็ไปรับกลับมา การกำหนดให้ทุกคนต้องออกหมู่บ้าน ทุกคนต้องรับผิดชอบพื้นที่ วิธีนี้มีข้อดีที่สำคัญยิ่งคือได้ทำให้การแบ่งแยกเป็นทีมตั้งรับกับทีมชุมชนในโรงพยาบาลสลายไป

โรงพยาบาลแม่อายใช้ทีมงานทั้งหมดของโรงพยาบาลดูแลสุขภาพเชิงรุกของทั้งอำเภอ ไม่เฉพาะในตำบลที่โรงพยาบาลตั้งอยู่เท่านั้น ด้วยความเข้าใจในข้อจำกัดของสถานีอนามัยว่า “งานล้นมือ” โดยที่สถานีอนามัยในพื้นที่ก็ทำงานของเขาไป และเชื่อมต่อกันกับหมอประจำครอบครัวที่ส่งไปดูแลจากโรงพยาบาล เป็นการทำงานเชิงรุกที่ใช้โรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง ไม่มีการส่งพยาบาลไปประจำสถานีอนามัย แต่ส่งตรงลงสู่ชุมชนแทน

การกระจายบุคลากรทุกระดับของโรงพยาบาลลงตรึงกำลังในชุมชน เพื่อสร้างพรมแดนสุขภาพก่อนเข้าถึงโรงพยาบาล พญ.สายพิณ หัตถีรัตน์ จากคณะเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “อาจเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของเวชปฏิบัติปฐมภูมิในพื้นที่ห่างไกล น่าจะเรียกว่ารูปแบบ ดาวกระจายสู่ชุมชน”

หมอประจำครอบครัวนี้จะเน้นการออกเยี่ยมบ้านยังได้แบ่งประเภทของคนไข้ออกเป็นกลุ่มๆตามความรุนแรงของโรค ถ้าผู้ป่วยมีอาการหนักหรือมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษจะมีการขอคำปรึกษาและส่งต่อให้แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้นๆร่วมดูแล ถ้าผู้ป่วยอาการไม่หนักมากทางทีมเยี่ยมบ้านที่เป็นผู้รับผิดชอบในเขตนั้นๆ จะเป็นผู้ดูแลเอง

ผู้ป่วยอัมพาต ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง คนด้อยโอกาส คนยากจน คนพิการทั้งอำเภอ ต่างได้รับการดูแลสุขภาพและปากท้องเป็นอย่างดีจากทีมงานของทางโรงพยาบาลแม่อาย

ส่วนครอบครัวหรือบ้านใดที่ไม่มีปัญหาทางทีมเยี่ยมบ้านได้ตั้งเกณฑ์ไว้ว่าควรจะได้รับการเยี่ยมบ้านปีละครั้ง นอกจากนี้ทางทีมเยี่ยมบ้านได้จัดเตรียมกระเป๋าที่ประกอบด้วยเอกสารเกี่ยวกับดูแลตนเองเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยด้วยโรคที่ไม่รุนแรง เช่น โรคท้องร่วงให้กับทุกบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านมีความรู้ในการดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล

นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลยังได้ให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกับทุกบ้าน เมื่อมีปัญหาทางด้านสุขภาพผู้ป่วยสามารถโทรมาปรึกษาหมอประจำครอบครัวได้ โดยหมอประจำครอบครัวจะให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ แต่ถ้าเป็นปัญหาที่เร่งด่วนหรือรุนแรงจะแนะนำให้คนไข้มาโรงพยาบาลหรือทางทีมเยี่ยมบ้านจะส่งคนลงไปดูคนไข้ที่บ้าน จากการที่โรงพยาบาลจัดทีมเยี่ยมบ้านและให้สุขศึกษากับชาวบ้าน ทำให้คนไข้ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการ URI, diarrhea มีจำนวนลดลง จำนวนผู้ป่วยในลดลง วันนอนสั้นลง ผู้ป่วยมีความรู้ในการดูแลสุขภาพของตนเองดีขึ้น

การดูแลสุขภาพชาวเขาบนดอยสูง

ชาวเขาหลายหมื่นคนที่กระจายตั้งหมู่บ้านบนดอยห่างไกลนั้น มีโอกาสน้อยมากที่จะมาใช้บริการที่โรงพยาบาล นับได้ว่าเป็นความท้าทายในการจัดบริการสุขภาพสำหรับพื้นที่ห่างไกล (remote area )

คำตอบเดียวที่จะช่วยดูแลสุขภาพของเขาเท่าที่เราจะทำได้ก็คือ จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อให้การรักษาแก่ชาวเขาที่อยู่ห่างไกลถึงที่ ซึ่งนอกจากการรักษาโรคแล้ว หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ยังได้ให้การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคแก่ชาวเขาในพื้นที่ห่างไกลไปพร้อมกันด้วย

ที่แม่อายนั้น กระบวนการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่นั้นยังเป็นรูปแบบเดิมเมื่อหลายสิบที่แล้ว ซึ่งยังใช้ได้ดี กล่าวคือ วันก่อนที่หน่วยแพทย์จะเข้าหมู่บ้านไป จะมีทีมประชาสัมพันธ์เข้าไปในหมู่บ้านก่อน 1 วัน เพื่อแจ้งข่าว เตรียมสถานที่ สร้างสัมพันธ์กับชุมชน แนะนำด้านการปรับปรุงสุขาภิบาล ตกค่ำก็มีการฉายหนัง เอาหนังโรงไปฉาย คั่นจังหวะด้วยการให้ความรู้ด้านสุขภาพเป็นระยะ เหมือนหนังขายยา ข่าวหน่วยแพทย์จะแพร่สะพัดไปทั้งดอย พรุ่งนี้ผู้คนจะมาใช้บริการคับคั่ง

รุ่งเช้าหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ก็จะออกให้บริการ ทั้งรักษาโรคและแจกยาฟรี ฉีดวัคซีน แจกยาคุมกำเนิด เยี่ยมผู้ป่วยในหมู่บ้านที่มารับบริการไม่ได้ ให้สุขศึกษาแบบกลุ่มโดยอาศัยล่ามแปลให้เป็นภาษาชาวเขา เป็นต้น เป็นมหกรรมสุขภาพบนดอยสูง มีการออกหน่วยแพทย์เช่นนี้ทุก 3 เดือน

ในเรื่องของการดูแลสุขภาพชาวเขาที่มีปัญหาความแตกต่างทั้งทางด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องผีนั้น แยกไม่ขาดจากความเป็นชาวเขา โดยชาวเขายังไปหาหมอผีเวลาไม่สบายมากกว่ามาพบแพทย์แผนปัจจุบัน ทางโรงพยาบาลได้พยายามที่จะปรับระบบการให้บริการที่เข้ากับความเชื่อของชาวเขาโดยพยายามตกลงและให้ความรู้กับชาวเขาว่าโรคใดควรจะมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล โรคใดที่หมอผีสามารถรักษาได้อย่าง เช่น โรคซึมเศร้า อาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง (somatization) การนอนไม่หลับ ซึ่งชาวเขาเชื่อว่าคนที่มีอาการเหล่านี้เกิดจากการผิดผี ซึ่งการรักษาโรคเหล่านี้โดยหมอผีในชุมชนจึงเปรียบเสมือนเป็นการรักษาทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่งที่การแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถเข้าถึงได้

การเข้าไปถึงของการแพทย์ตะวันตกอย่างเป็นมิตร และเข้าใจในวิถีวัฒนธรรมที่นับถือผีของชาวเขา ทำให้ในปัจจุบัน ชาวเขาแยกแยะการเลือกใช้บริการด้านการรักษาโรคได้เหมาะสมขึ้น

กระจายเสียงสร้างสุขภาพ

เป็นโครงการล่าสุดที่เปิดตัวไปเมื่อ กรกฎาคม 2547 คือ สถานีวิทยุชุมชน ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงจากชุมชน ด้วยความคิดที่ว่า สภาพพื้นที่อำเภอแม่อายเป็นภูเขา กว้างใหญ่และห่างไกล มีคนจำนวนไม่มากที่สะดวกมารับบริการที่โรงพยาบาล การจะสื่อสารทำให้ผู้คนมีความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพนั้นจะทำอย่างไรให้ทั่วถึงนั้น คลื่นวิทยุชุมชนคือคำตอบ

“คลื่นสุขภาพเพื่อชุมชน ของดีราคาถูก เหมาะกับพื้นที่ เข้ากับผู้ฟังทุกกลุ่มอายุ” ได้มีการจัดตั้งสถานีวิทยุขึ้นที่โรงพยาบาลแม่อาย เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคไปพร้อมๆ กับการให้ความบันเทิง โดยที่คนในชุมชนและส่วนราชการอื่นมีส่วนร่วมในการร่วมจัดรายการด้วย ออกอากาศทุกวัน เต็มเวลาตั้งแต่เช้าจนเย็น ไม่มีวันหยุด นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ลงมือไปแล้วที่แม่อาย ในขณะที่หลายโรงพยาบาลกำลังทำท่าจะขยับ

ทางโรงพยาบาลให้โอกาสกลุ่มต่างๆ ร่วมจัดรายการ เช่นกลุ่มเด็ก กลุ่มวัยรุ่น ในการแสดงออก การที่เด็กวัยรุ่นสามารถมาเป็นผู้จัดรายการได้ ทำให้กลุ่มของเขานั้นต้องเตรียมความรู้เกี่ยวกับสุขภาพเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาพูดออกอากาศ ทำให้ได้เรียนรู้ไปโดยปริยาย

ปัจจุบันคลื่นวิทยุชุมชนของโรงพยาบาลแม่อายเป็นคลื่นที่มีเรทติ้งสูงสุดในพื้นที่ เป็นเครื่องมือสร้างสุขภาพที่ทรงพลังที่โรงพยาบาลทุกแห่งน่าจะไปหาลู่ทางจัดให้มีเหมือนที่โรงพยาบาลแม่อาย

โรงพยาบาลคุณภาพ HA-HPH

วิสัยทัศน์ ของโรงพยาบาลแม่อายเขียนอย่างท้าทายตนเองว่า “เป็นโรงพยาบาลชุมชนต้นแบบ ที่มีมาตรฐาน สร้างความไว้วางใจ และประทับใจให้ประชาชนทุกระดับ” พร้อมคำขวัญที่งดงามว่า “ทุกชีวิตมีคุณค่า เรารักษาด้วยห่วงใย” ทั้ง 2 ประโยคนี้ ไม่ได้เขียนเพื่อความสวยหรูน่าอ่าน แต่เป็นธงนำขององค์กรที่จะก้าวไปให้ถึงอย่างแท้จริง

โรงพยาบาลแม่อายได้เข้าสู่กระบวนพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลทั้งกระบวนรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (Hospital Accreditation) การเข้าสู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (Health Promoting Hospital) โดยได้รับการรับรองผ่านทั้ง 2 กระบวนการไปแล้วครั้งแรกในเดือนเมษายน 2545 และได้รับการรับรองซ้ำ (Re-accreditation HA-HPH) ในเดือนพฤศจิกายน 2547

บทเรียนที่สำคัญยิ่งของการดำเนินระบบคุณภาพทั้ง HA และHPH ของโรงพยาบาลแม่อาย มีอยู่หลายประการ ที่สำคัญได้แก่

  1. การทำงานเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ มีเอกภาพและมิตรภาพของทีมงาน มีระบบงานที่คร่อมสายงานได้อย่างราบรื่นลงตัว ภายใต้การนำและการหลอมรวมดวงใจโดยคุณหมอไกร ดาบธรรม

  2. การเข้าใจมิติสุขภาพที่ไกลกว่ามิติทางกาย ด้วยบริบทของแม่อายที่เป็นพื้นที่ห่างไกล คนจนคนด้อยโอกาสยังมีมาก ปัญหาปากท้องและปัญหาสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสุขภาพที่โรงพยาบาลใส่ใจ การแจกอาหารแห้ง ทุนการศึกษา สถานสงเคราะห์เด็ก วิทยุชุมชน การสนับสนุนกลุ่มแม่บ้าน ผู้สูงอายุ อสม. การเข้าใจมิติด้านความเชื่อผีของชาวเขาและการแพทย์พื้นบ้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีส่วนให้โรงพยาบาลแม่อายผ่านกระบวนการรับรองคุณภาพได้อย่างเกินมาตรฐาน

  3. การสร้างกลไกดูแลสุขภาพที่มีความต่อเนื่องเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาลและชุมชน กระบวนการดาวกระจายสู่ชุมชนที่ส่งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกวิชาชีพออกรับผิดชอบเป็นหมอประจำหมู่บ้านนั้น ทำให้การดูแลสุขภาพก่อนมาโรงพยาบาล ระหว่างนอนโรงพยาบาล และเมื่อจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลแล้ว เป็นหนึ่งเดียวกันที่ต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งอำเภอ

  4. การทำงานหนักอย่างมีความสุขของเจ้าหน้าที่ การสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่น่าทำงานของโรงพยาบาล การปลูกฝังอุดมการณ์ตามปรัชญาและวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลที่สั่งสมมานาน การได้รับเกียรติยศการยอมรับเป็นที่ศึกษาดูงานจากหน่วยงานภายนอกมากมาย ได้ทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคน แม้ทำงานหนัก แต่ก็มีความสุข แม้อยู่ไกลแต่ก็มีอัตราการโยกย้ายต่ำมาก (ยกเว้นกลุ่มแพทย์ใช้ทุน) ทำให้มีความต่อเนื่องในการทำงานคุณภาพ เพราะอุปสรรคที่สำคัญในงานคุณภาพของโรงพยาบาลที่ห่างไกลก็คืออัตราการโยกย้ายของเจ้าหน้าที่ที่สูงมาก ทำให้เมื่อบุคลากรไม่นิ่ง การเดินหน้าก็เป็นไปได้ยาก

โรงพยาบาลแม่อาย ต้นแบบโรงพยาบาลชุมชน

ในปัจจุบันนี้โรงพยาบาลชุมชนในประเทศไทยมีความหลากหลายอย่างยิ่ง มีตั้งแต่รับดูแลประชากรหลักพันจนถึงหลักแสน มีทั้งที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองใหญ่จนถึงอำเภอห่างไกล โรงพยาบาลแม่อายได้พัฒนาตนเองมาอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับบริบทและวิถีชุมชนในพื้นที่ที่มีทั้งชาวไทยพื้นราบและชาวไทยภูเขา มีเอกลักษณ์เฉพาะตนในด้านภูมิสถาปัตย์สิ่งแวดล้อมที่สวยงามสอดคล้องกับความเป็นเชียงใหม่เมืองเหนือ มีระบบงานการจัดบริการปฐมภูมิที่ครอบคลุมทั้งอำเภอด้วยทีมงานของโรงพยาบาลทั้งหมดผสมผสานด้วยระบบงานสังคมสงเคราะห์ที่เกื้อกูลคนยากจนด้อยโอกาส มีความป็นทีมและบรรยากาศการทำงานในโรงพยาบาลที่ดีเยี่ยม สิ่งเหล่านี้แม้อาจจะไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโรงพยาบาลชุมชนอื่นได้ทั้งหมด เพราะแต่ละพื้นที่ย่อมมีบริบทและเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน แต่หลายนวัตกรรมก็สามารถเป็นบทเรียนที่นำเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์งานในบริบทที่ต่างไปได้

แต่ที่สำคัญที่สุด เราจะเห็นว่า พลังของคนเล็กๆกว่าร้อยชีวิตในโรงพยาบาลแม่อายนั้น เป็นพลังของสองมือที่ยิ่งใหญ่ ที่ดูแลประชาชนร่วมแสนตามแนวชายแดน เติมเต็มคุณภาพชีวิตด้วยพลังใจและอุดมการณ์ที่ควรค่าแก่การยกย่องเชิดชู เป็นความงดงามบนแผ่นดินในท่ามกลางวัฒนธรรมบริโภคนิยมที่กัดกินวงการแพทย์วงการสาธารณสุขอย่างรวดเร็ว

โรงพยาบาลแม่อายตั้งกลมกลืนกับขุนเขาแห่งเทือกเขาแดนลาว เป็นต้นแบบโรงพยาบาลชุมชนที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ ไม่เฉพาะระบบงานและนวัตกรรมต่างๆ แต่รวมถึงการเติมพลังแห่งคุณค่าของความดีงามในจิตใจของพวกเราชาวสาธารณสุขด้วยว่า “ความดีที่นับวันหาได้ยากขึ้นนั้นมีที่แม่อาย และความดีนั้นงดงามเสมอ”

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

Comment #1ขอส่งแรงใจ
ndd
Posted @October,03 2017 14.01 ip : 171...238

"ขอส่งแรงใจให้กับคณะแพทย์ และพยาบาล ตลอดถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกท่าน" ด้วยความปรารถนาดีจาก NDD.PROJECT www.ndd234.com

แสดงความคิดเห็น

กรุณาป้อน Username / Password ที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้กับเว็บไซท์แห่งนี้ หรือ สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซท์
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง

เมนูหลัก

มุมสมาชิก

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน

แนะนำหนังสือ

The Doctor Communication HandbookThe Doctor Communication Handbook
เว็บไซท์นี้ออกแบบและทดสอบด้วยไฟร์ฟอกซ์!