Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

การจัดการศึกษาและปรึกษาทางไกล
เพื่อสนับสนุนบริการเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการสุขภาพปฐมภูมิ
Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

Select language ไทย | English

เรื่องเด่น รพช.

โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ตักศิลาแห่งการพัฒนาชนบทยั่งยืน

by Admin @January,11 2011 22.36 ( IP : 61...130 ) | Tags : เรื่องเด่น รพช.

โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น

ตักศิลาแห่งการพัฒนาชนบทยั่งยืน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับมกราคม-กุมภาพันธ์ 2549

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

ภาพของท้องทุ่งที่แห้งแล้ง คนหนุ่มคนสาวอพยพเข้ามาขายแรงงานในเมืองหลวง มีเพียงผู้เฒ่าผู้แก่ที่เลี้ยงหลานอยู่ที่บ้าน รอคอยการกลับมาของลูกหลาน แต่ละบ้านมีหนี้สินพะรุงพะรัง สภาพบ้านที่ทรุดโทรมและยากจน เป็นภาพที่เห็นจนชินตาสำหรับภาพชนบทไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสานที่ทรัพยากรป่าไม้ถูกทำลายไปมาก ผืนดินเสื่อมโทรม การเกษตรสมัยใหม่ที่ต้องใช้ปุ๋ยใช้ยาฆ่าแมลงสูงมาก แต่พอเก็บเกี่ยวกลับแทบไม่คุ้มทุน เกิดภาวะเครียด สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาวะของประชาชน สุขภาพที่ไกลกว่ามิติด้านสาธารณสุข สุขภาพที่เน้นเรื่องวิถีชีวิตและปากท้อง เป็นมิติด้านสุขภาพที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขส่วนใหญ่ไม่ถนัด แต่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ได้สร้างรูปแบบและทำงานด้านสุขภาพในมิติที่กว้างนี้ได้อย่างน่าทึ่งและโดดเด่นมากที่สุดในประเทศไทย ก้าวข้ามจากเขตรั้วโรงพยาบาลและสุขภาพแบบรักษาโรคมาสู่ชุมชนและสุขภาวะเพื่อคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยวิถีแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน

การเดินทางของโรงพยาบาลอุบลรัตน์

โรงพยาบาลอุบลรัตน์ตั้งขึ้นเมื่อปี 2526 เป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีจำนวนเตียง 10 เตียง ในปี 2529 นพ.อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ได้ย้ายจากบทบาทการเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลน้ำพองมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุบลรัตน์คนที่ 3 จนถึงปัจจุบัน

คุณหมออภิสิทธิ์เล่าให้ฟังว่า แรกๆ ที่มาอยู่โรงพยาบาลนั้นตรวจผู้ป่วยนอกเพียงยี่สิบคน เพราะมาโรงพยาบาลบ่อยครั้งที่ไม่พบแพทย์ เพราะแพทย์ไม่ติดราชการก็แพทย์ไปประชุม แต่เมื่อแพทย์อยู่นานขึ้นและอยู่ประจำ ผู้ป่วยมาโรงพยาบาลแล้วได้พบแพทย์ทุกครั้ง 3 ปีให้หลัง จำนวนผู้ป่วยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นวันละ 90 คน ต่อมาก็เพิ่มเป็นร้อยและมากขึ้นเรื่อยๆ จนตรวจกันไม่ไหว

เมื่อผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ปัญหาความคับแคบของอาคารสถานที่ก็ตามมา โดยเฉพาะเมื่อมีพระสงฆ์ป่วย ต้องนอนรวมกันกับฆราวาส ทำให้ดูไม่งาม ในปี 2530 จึงมีการจัดกิจกรรมระดมทุนด้วยการทอดผ้าป่าสร้างตึกสงฆ์อาพาธ ทำให้สามารถรับผู้ป่วยเพิ่มได้เป็น 28 เตียง และในปี 2535 ได้งบจากกระทรวงสาธารณสุขในการขยายเป็นโรงพยาบาล 30 เตียง ซึ่งเป็นการพัฒนาตามแนวคิดมาตรฐานของการสาธารณสุขไทย เพื่อจัดบริการดูแลความเจ็บป่วยของประชาชนด้วยการเพิ่มเตียงนอนรักษาโรค จนปัจจุบันโรงพยาบาลอุบลรัตน์มีขนาด 64 เตียง

เมื่อเริ่มรู้สึกว่า ยิ่งตรวจดีก็ยิ่งมีคนไข้มารับบริการมาก อีกทั้งกระทรวงสาธารณสุขยังรณรงค์ว่าใครไม่สบายก็ให้มาหาหมอ มันคงจะไม่ทำให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีได้ จึงเริ่มต้นค้นหาทางออก และจากการค้นคว้าอ่านตำราต่างๆ ก็ได้แนวคิดจากหนังสือที่แต่งโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี และพระธรรมปิฏกว่า จริงๆ แล้วสุขภาพคือการสุขทั้งกาย ใจ และสังคม ไม่ใช่แค่โรคทางกายที่แพทย์โดยทั่วไปพยายามจะรักษาอยู่เพียงอย่างเดียว จึงนำมาสู่การทำการวิจัยหาความจริง โดยสำรวจข้อมูลในชุมชนด้วยการแบ่งคนไข้เป็น 4 ประเภท คือ

  1. รักษาหาย ไม่รักษาตาย
  2. รักษาตาย ไม่รักษาหาย
  3. รักษาหาย ไม่รักษาก็หาย
  4. รักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย

จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลทั้งในหมู่บ้านและโรงพยาบาล ก็พบว่าจริงๆ แล้วผู้ป่วยประเภทแรกที่เราต้องดูแลรักษาอย่างเต็มกำลังคือ รักษาหายไม่รักษาตายนั้นมีแค่ 23% เท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือ 76% เป็นผู้ป่วยที่รักษาก็หายไม่รักษาก็หาย ส่วนอีก 1% เป็นผู้ป่วยกลุ่มที่รักษาก็ตายไม่รักษาก็ตายและกลุ่มผู้ป่วยโรคหมอทำคือรักษาตายไม่รักษาหาย

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว การจัดการระบบก็ง่ายและชัดเจนขึ้น ผู้ป่วย 23% ที่ต้องมาโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็จะต้องจัดระบบการดูแลผู้ป่วยให้เป็นไปตามหลักวิชา สำหรับผู้ป่วยประเภทสองที่น่าจะรอดแต่พอมารักษาแล้วตาย สาเหตุมักจะมาจาก malpractice หรือความผิดพลาดในการดูแลรักษาผู้ป่วย ซึ่งทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์ก็พยายามปิดช่องโหว่ด้วยการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ บริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น จัดการเรียนการสอนอบรมแพทย์-พยาบาล-บุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องและมีความมั่นใจ

สำหรับผู้ป่วยประเภท 3 คือ รักษาหาย ไม่รักษาก็หายที่มีอยู่เป็นสัดส่วนกว่าครึ่งนั้น เป็นผู้ป่วยกลุ่มใหญ่ที่โรงพยาบาลสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมในการจัดบริการและการลดอัตราการเข้ามาใช้บริการของผู้ป่วยที่โรงพยาบาลได้ และที่อุบลรัตน์ คุณหมออภิสิทธิ์และทีมงานชัดเจนในเป้าหมายขับเคลื่อนทิศทางการก้าวไปของโรงพยาบาลจนทำให้วันนี้เกิดสมดุลของงานรักษากับงานชุมชน

เกือบ 2 ทศวรรษ บนเส้นทางการพัฒนาของโรงพยาบาลอุบลรัตน์นั้น ในปัจจุบันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเตียงอีกแล้ว ตึกผู้ป่วยในลดความแออัดลงไป ผู้ป่วยนอกจำนวนลดลง ท่ามกลางความศรัทธาของประชาชนต่อโรงพยาบาลที่สูงขึ้น ซึ่งสามารถบ่งชี้ได้ว่า เส้นทางเดินของโรงพยาบาลอุบลรัตน์นั้นได้พัฒนามาถูกทางแล้ว

หลายกลวิธี ดูแลสุขภาพก่อนถึงโรงพยาบาล

จากกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย ทางคุณหมออภิสิทธิ์และทีมงานของโรงพยาบาลอุบลรัตน์ได้ทุ่มเทสร้างกลไกหลายประการเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลความป่วยไข้ใกล้บ้าน เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ามารับบริการในโรงพยาบาล

โครงการกระจายยาสู่ชุมชน เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ให้ความสำคัญในระดับต้นๆ สำหรับคนอีสานแล้ว การซื้อยาชุด การซื้อยารับประทานเองจากร้านชำหรือรถเร่ เป็นภาพปกติที่เห็นจนชินตา ทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์จึงใช้ทั้งร้านขายยาที่มีอยู่เดิมและ ร้านขายของชำทั่วไปในหมู่บ้าน เป็นจุดกระจายยาสำหรับชุมชนอย่างมีหลักวิชาการ โดยเชิญชวนร้านเหล่านั้นมาลงทะเบียนซื้อหุ้น หุ้นละ 10 บาท และ ซื้อยาได้ไม่เกินคนละพันบาทต่อเดือนไปขาย ยาที่นำไปขายนั้นทาง รพ.จะขายในราคาเพียง 50% ของราคาทุน และให้ผู้ซื้อไปขายต่อในราคา 75% ซึ่งก็จะได้กำไร 25% โดยใช้งบประมาณจากงบสงเคราะห์ผู้ป่วยรายได้น้อย(สปน.) มาใช้ในการดำเนินโครงการ

โดยทางโรงพยาบาลได้จัดให้มีการจัดอบรมสมาชิกว่ายาประเภทไหนขายได้ ใช้อย่างไร มีข้อควรระวังอย่างไร ยาประเภทไหนขายไม่ได้ และอาการของผู้ป่วยแบบไหนที่น่าจะมาโรงพยาบาล จากร้านขายยาและร้านขายของชำที่มีทั้งหมด 300 แห่งมีร้านที่เข้าร่วมโครงการถึง 250 ร้านค้า จากการเก็บข้อมูลพบว่า ในปี 2547 นี้มีผู้ป่วยไปซื้อยาในร้านที่เข้าโครงการถึง 70,000 ราย ลดจำนวนคนไข้ที่มาโรงพยาบาลได้มาก หมอและเจ้าหน้าที่มีเวลาว่างมากขึ้นพอที่จะลงไปศึกษาและพัฒนาชุมชนได้มากขึ้น

นอกจากโครงการกระจายยาสู่ชุมชน ก็มีโครงการพัฒนาสถานีอนามัย 8 แห่ง ซึ่งมีความตื่นตัวในการพัฒนาระบบบริการ โดยทาวงโรงพยาบาลได้สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยนั้นๆ พร้อมสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่ ทำให้สถานีอนามัยสามารถเป็นที่พึ่งที่หวังที่ได้รับความเชื่อถือไว้ใจจากชาวบ้านมากขึ้น ในปี 2547 สามารถให้บริการกับประชาชนได้ถึง 60,000 ครั้ง

หมอพื้นบ้านก็เป็นอีกกลุ่มที่เป็นทางเลือกในการเข้าถึงบริการของชาวบ้านในชนบท ไม่ว่าหมอสมุนไพร หมอนวด หมอกระดูก เป็นต้น ซึ่งจัดให้มีกิจกรรมการไหว้ครูและรวบรวมมาเป็นเครือข่ายหมอพื้นบ้านอำเภออุบลรัตน์ได้จำนวน 60 คน สามารถให้บริการดูแลรักษาโรคให้กับประชาชนในปี 2547 ได้ถึง 20,000 ครั้ง

ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่องหลายปีในการสร้างกลไกในระดับอำเภอให้ชาวบ้านได้มีโอกาสในการได้รับบริการในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นก่อนที่ที่จะไปรับบริการที่โรงพยาบาลนั้น ผลของความพยายามทำให้วันนี้โรงพยาบาลอุบลรัตน์มีเตียงว่างมากพอสำหรับผู้ป่วยทุกคนโดยไม่ต้องเพิ่มเตียงเพิ่มตึกอีกแล้ว มีจำนวนผู้ป่วยนอกที่เหมาะสม ไม่แน่นจนต้องรอนาน ทำให้การดูแลความเจ็บป่วยมีคุณภาพกว่าที่ผ่านมา

เรื่องของปลาหางนกยูง

นอกจากหลากหลายกลวิธีในการเพิ่มทางเลือกในการรับบริการด้านสุขภาพแล้ว ทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์ยังได้ทำเรื่องง่ายเพื่อแก้ปัญหาเรื่องยากอย่างโรคไข้เลือดออก โดยใช้กลยุทธ์หลักคือการเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูงเพื่อป้องกันลูกน้ำยุงลาย โดยใช้งบประมาณในการทำโครงการเพียงหมู่บ้านละ 500 บาท สามารถเพาะพันธุ์ปลาได้กว่า 5,000 ตัว เมื่อคิดทั้ง 70 หมู่บ้านแล้วใช้เงินเพียง 35,000 บาท ซึ่งคุ้มกว่าการซื้อทรายอะเบต รวมไปถึงการนั่งรถพ่นยาตามบ้านที่เสียเงินเป็นแสนๆ แล้วยังไม่มีความยั่งยืน นอกจากจะไม่มีลูกน้ำยุงลายแล้ว ยังทำให้ผู้คนอารมณ์ดีมีความสุขขึ้นด้วย

คุณหมออภิสิทธิ์ได้แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมตามแนวคิด Think globally but act locally ว่าทำอะไรที่มันเล็กๆ ง่ายๆ ก่อน อย่าไปคิดทำอะไรใหญ่โต เริ่มต้นจะให้เลี้ยงปลาหางนกยูง ก็เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ก่อนคือ กลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน แจกปลาไปแล้วก็ให้ผู้ป่วยดูแลเลี้ยงปลา พอปลามากขึ้น ผู้ป่วยก็เอาปลาให้ญาติๆ พอปลามากขึ้น ญาติๆ ก็เอาปลาให้เพื่อนบ้าน จากคนสู่คน จากบ้านสู่บ้าน ก็กลายเป็นทั้งหมู่บ้าน ยุงลายก็ไม่มี คนแจกก็ได้เพื่อน แถมคนไข้เบาหวานก็ไม่เครียดน้ำตาลก็ลด ได้ประโยชน์หลายต่อ

ที่อุบลรัตน์ นอกจากการประเมินตัวชี้วัดในการป้องกันโรคไข้เลือดออกด้วยค่า BI (Beauto Index) และค่า CI (Container Index) แล้ว ยังมีการประเมินจากตัวชี้วัดใหม่อีกตัวด้วยคือค่า FI หรือ Fish Index คือจำนวนปลาหางนกยูงที่มีในบ้านนั้นๆ นั่นเอง

เมื่อการส่งเสริมป้องกันได้ผล คนไข้น้อยลง ทำให้โรงพยาบาลอุบลรัตน์ในวันนี้ มีเวลาและโอกาสในการทำงานใหญ่ งานที่กว้างไกลกว่างานรักษาพยาบาล งานที่กว้างไกลกว่างานส่งเสริมป้องกันในมิติด้านสาธารณสุข แต่เป็นงานที่เปลี่ยนรากเหง้าแห่งวิถีของสังคมไทย ที่ก้าวมาผิดทางในวิถีแห่งเงินตรา มาสู่กระบวนทัศน์แห่งความพอเพียงบนวิถีของเกษตรธรรมชาติ

ปราชญ์ชาวบ้านบนวิถีแห่งความพอเพียง

ผู้ใหญ่จันทร์ที ประทุมภา จากโคราช ปัจจุบันอายุ 70 ปี อดีตเมามากทุกวัน เมามากจนหมาเลียปาก แต่ปัจจุบันได้หันหลังให้กับการเกษตรแบบตะวันตกที่ปลูกเพื่อขาย หันมาทำอาชีพทำไร่ทำสวนแบบเศรษฐกิจพอเพียง คือเพียงพอที่ตัวเองจะใช้และกิน พอมีเหลือกินเหลือใช้ ก็สามารถแบ่งปันไปยังเพื่อนๆ ละแวกใกล้เคียงได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ ปลูกต้นไม้มากจากที่นาที่แห้งแล้งมาเป็นสวนที่ร่มรื่น จากหนี้หลายหมื่นในที่สุดระยะเวลา 2-3 ปี ผู้ใหญ่ก็สามารถปลดหนี้ได้หมด พอลูกๆเริ่มเห็นว่าการทำอาชีพแบบนี้ยั่งยืนและมีความสุข ลูกๆ ก็กลับมาจากกรุงเทพฯ มาช่วยทำสวนทำไร่ สีหน้าของผู้ใหญ่จันทีและลูกๆ หลานๆ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าทุกคนมีความสุขจริงๆ ไม่ใช่ด้วยเงิน แต่ด้วยชีวิตความเป็นอยู่อย่างพอเพียง

“ปราชญ์ชาวบ้าน” ก็คือเป็นชาวบ้านธรรมดาที่เคยได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตมากมาย ตั้งแต่ก่อนเป็นหนี้ ตอนเป็นหนี้ เพราะมองการใช้ชีวิตว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” หลายคนสังเกตว่า ทำไมยิ่งทำงาน ยิ่งเหนื่อย เงินแทนที่จะเพิ่มก็ยิ่งหด ความสุขก็ไม่มี พืชผลไร่นาที่พยายามปลูกเป็นสิบๆ ไร่ ก็โดนกดราคา ขายไม่ออก ต้องอพยพเข้าเมืองไปทำงาน ทิ้งให้ลูกหลานอยู่กับคนแก่ๆ บางคนกลับมาก็ติดยาไม่ก็ติดโรค

มีคนถามพ่อใหญ่คำเดื่อง ภาษี ปราชญ์ชาวบ้านจากบุรีรัมย์ว่า ปลูกต้นอะไรโตเร็ว พ่อคำเดื่องตอบไปสมกับความเป็นปราชญ์ว่า “ปลูกเร็วก็โตเร็ว” หากไม่ยอมลงมือปลูกแล้วจะโตได้อย่างไร การปลูกต้นไม้เหมือนการออม ออมทั้งไม้ออมทั้งดิน หากทิ้งไว้ 20 ปี ขายได้ต้นละเป็นหมื่น มากพอที่จะส่งลูกเรียนในมหาวิทยาลัย

ปราชญ์ชาวบ้านนั้นจะดำรงตนในวิถีแห่งการพึ่งตนเอง ซึ่งตรงกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง เป็นกลุ่มคนที่เมื่อพบวิกฤตหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วคิดได้ เปลี่ยนจากชีวิตที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง อยากรวย กู้หนี้ยืมสินมาลงทุนเพาะปลูก เผาที่นาจนไส้เดือนตายหมด ฉีดยาฆ่าวัชพืชและใส่ปุ๋ยเคมีหวังให้ได้ผลตอบแทนเต็มที่ แต่ทุกครั้งราคาพืชผลก็ตกต่ำ ขาดทุนซ้ำซาก มาใช้ชีวิตแบบตรงกันข้าม นั่นคือการพึ่งตนเอง ซึ่งมีต้องยึดหลัก 4 ข้อ คือ

  1. ต้องเปลี่ยนความคิดตนเองเลิกการเห็นเงินเป็นพระเจ้า จากการปลูกเพื่อขายมาเป็นเพื่อเพื่ออยู่เพื่อกินเอง ดิน 1 ไร่นั้น ให้ผลผลิตมันสำปะหลังถึง 5 ตัน หากเราเปลี่ยนมาปลูกสิ่งที่เรากินได้อย่างหลากหลาย กินวันละ 2 กิโลกรัมต่อคน ในครอบครัวที่มา 5 คนนั้น บริโภคเพียงแต่ 3.65 ตันต่อปี เท่านั้น

  2. ต้องอดประหยัดอุดรูรั่ว การทำบัญชีรับจ่ายจะช่วยได้ ช่วยให้เลิกเล่นไพ่ เลิกซื้อหวย เลิกซื้อลิปสติก

  3. ต้องออม หากไม่มีเงินก็ออมดินออมน้ำให้สมบูรณ์ ออมต้นไม้ออมสัตว์ สุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะมีค่าไม่แพ้การออมเงิน

  4. มีกัลยาณมิตรและแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาในการแก้ปัญหา เพื่อนำมาสู่การขับเคลื่อนสังคม จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลต่อไป ตามแนวทางสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี

เมื่อคุณหมออภิสิทธิ์ คุณหมอทานทิพย์ และทีมงานของโรงพยาบาลอุบลรัตน์ ได้เห็นว่าแนวความคิดและวิถีชีวิตเช่นนี้ น่าจะเป็นตัวอย่างที่จะจุดประกายให้กับเกษตรกรในอีกหลายๆหมู่บ้าน โครงการคลื่นสังคมจึงได้เริ่มขึ้น โดยรวบรวมปราชญ์ชาวบ้านทั้งภาคอีสาน จัดวางให้เป็นเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน ขับเคลื่อนแนวคิด ถ่ายทอดประสบการณ์ สรรหาคลื่นลูกใหม่ ด้วยการสอนเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีใจรักในวิถีแห่งความพอเพียง ลงมือปฏิบัติการจริง โดยปราชญ์ชาวบ้านรุ่นเก่า 1 คน จะสอนรุ่นใหม่ 5 คน ให้รุ่นใหม่เดินตาม และสังเกตการทำงานของรุ่นเก่า หลังจากนั้นให้กลับไปเขียนรายงานทุกๆอาทิตย์ว่าได้แนวความคิดอะไรบ้าง ทำอะไรไปแล้วบ้าง คนไหนความรู้ไม่พอ รุ่นเก่าก็จะสอนและแนะแนวทางให้ เมื่อความรู้มากพอตกผลึก รุ่นเก่าก็จะให้ลองไปคิดว่ามีโครงการแผนงานอะไรบ้างที่จะทำเพื่อหมู่บ้านของตน และมาถกกันในกลุ่มว่าอะไรเป็นไปได้ อะไรเป็นไปไม่ได้บ้าง

ในที่สุดเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านก็ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เข้ม 5 วันเป็นหลักสูตรมาตรฐานชื่อว่า วปอ.ภาคประชาชน (ล้อชื่อมาจากหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร) โดยให้สรุปความทุกข์ หาทางออก เห็นจุดเปลี่ยนและทำแผนฟื้นฟูชีวิตตนเอง คนที่ผ่านหลักสูตรนอกจากฮึกเฮิมเห็นทางในการกู้ครอบครัว กู้ชุมชนแล้ว ยังฮึกเหิมจะกู้ชาติด้วย

นพ.อภิสิทธิ์ พญ.ทานทิพย์ ต้นแบบแพทย์ชุมชน

คุณหมออภิสิทธิ์ และ พญ.ทานทิพย์ ธำรงวรางกูร ผู้ซึ่งเป็นคู่ชีวิตที่หนุนเสริมซึ่งกันและกันบนเส้นทางของแพทย์ในชนบทมาตั้งแต่จบจากคณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดี ชีวิตตลอด 20 ปีที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ทำงานมากมายทั้งงานตรวจรักษาในฐานะแพทย์ งานบริหารโรงพยาบาล และงานสร้างฐานชุมชนพึ่งตนเองเมื่อมีเวลาว่าง ในปัจจุบันคุณหมอทานทิพย์ได้ลาออกจากราชการมาทำงานตามความฝัน คือมาทำงานขับเคลื่อนภาคประชาชน สร้างเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและขยายแนวคิดในการทำให้คนอีสาน 1ล้านครอบครัว หันมาดำเนินชีวิตในวิถีเกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

คุณหมอทั้ง 2 นั้นมีประสบการณ์และมุมมองมากมายมีข้อคิดในการทำงานในชนบทที่น่าสนใจที่ควรค่าแก่การบอกเล่า อาทิ

“การทำงานกับคนอื่นไม่ว่ารวยหรือจนนั้น กุญแจของความสำเร็จคือมิตรภาพ ไม่ใช่เงินค่าตอบแทน เวลาเข้าไปหาคนใหญ่คนโต เราก็หิ้วเครื่องวัดความดันเข้าไปด้วย เป็นหมอได้เปรียบจะตาย ไปถึงใครอยากจะเป็นเพื่อน ไปถึงก็วัดความดันให้เขา ดูแลสุขภาพเขา เราก็ได้เพื่อนมาฟรีๆ หรือ หรือบางทีพอเข้าไปในหมู่บ้าน ขาก็ถามว่ามีอะไรมาให้ มีอะไรมาแจก ผมก็บอกว่าไม่มีหรอก ผมมีแต่ความเป็นเพื่อนเอาไหม หมอขอเป็นเพื่อนคุณจะได้ไหม มิตรภาพคือจุดเริ่มต้นของการทำงานชุมชนให้สำเร็จ”

“ลำน้ำพองเน่าเสียเป็นปัญหาใหญ่ของคนขอนแก่น เพราะมีโรงงานจำนวนมากตั้งอยู่ตอนกลางน้ำ การจะไปจับผิดหรือเรียกร้องปิดโรงงานก็เรื่องหนึ่ง แต่หากจะให้ยั่งยืน ต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ประสานให้เกิดวังปลาที่หน้าวัดตลอดลำน้ำ จัดพิธีสืบชะตาลำน้ำพอง ทุกโรงงานก็มาเข้าร่วม เช่นนี้แล้ว น้ำพองจะเน่าเสียอีกไม่ได้เลย”

สำหรับคุณหมออภิสิทธิ์ และคุณหมอทานทิพย์แล้ว มีความชัดเจนในชีวิตว่า “หากจะทำงานใหญ่ ให้อยู่ในที่เล็กๆ ” โรงพยาบาลอำเภอคือแหล่งทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในอำเภอ บทบาทของโรงพยาบาลต้องทำทั้งเรื่องการสร้างและซ่อมสุขภาพ ให้ทั้งสองส่วน Symbiosis หรือเกื้อกูลกันและกัน จัดองค์กรตามแนวคิดใหม่ ที่ไม่ใช่แยกงานแยกฝ่ายออกมา แต่ให้งานส่งเสริมป้องกันนั้นแทรกซึมเข้าไปในทุกฝ่ายทุกคน แล้วเริ่มงานจากเล็กไปใหญ่ “เริ่มแบบเจ๊ก” ค่อยๆขยาย หากล้มก็จะได้ไม่บอบช้ำ ทำจากง่ายไปยาก เน้นที่คุณภาพไม่ใช่ปริมาณ

ศูนย์ค้ำคูณ คืนการดูแลสุขภาพให้กับประชาชน

ศูนย์ค้ำคูณเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่โดดเด่นของโรงพยาบาลอุบลรัตน์ “ค้ำคูณ” แปลว่าค้ำจุน เป็นที่ดินที่เอกชนบริจาคด้วยความศรัทธาต่อแนวทางการทำงานของ นพ.อภิสิทธิ์และ พญ.ทานทิพย์ แต่ก่อน บริเวณนี้เคยเป็นไร่มันและไร่อ้อยที่เสื่อมสภาพ ทางอาจารย์ทานทิพย์ได้รับการช่วยเหลือบริจาคสถานที่นี้จากเจ้าของไร่เดิม อาจารย์ได้นำแพทย์แผนไทยที่ทำการพื้นที่ของศูนย์ค้ำคูณถูกใช้ให้เป็นเสมือนห้อง lab สำหรับทำการทดลอง เรียนรู้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน สภาพทั่วไปมีต้นไม้หนาแน่นเมื่อเทียบกับพื้นที่ในละแวกนั้น มีอาคารหลักอยู่ 1 หลัง ซึ่งมีร่องรอยของการต่อเติมมาอย่างต่อเนื่องจากขนาดเลกมากมาค่อยๆ ขยายใหญ่มากขึ้น แต่ก็ยังคงความเรียบง่ายและพอเพียงไว้

ที่ศูนย์ค้ำคูณมีจุดเด่นที่สำคัญ คือ มีการนวดแผนไทย ซึ่งโดยเฉลี่ยในแต่ละวันจะมีผู้มาใช้บริการประมาณ 12 ราย สามารถสร้างงานให้กับคนในชุมชนได้ แม้จะไม่มาก มีการจัดหลักสูตรการอบรมการนวดเพื่อผ่อนคลาย เป็นหลักสูตร 2 สัปดาห์ อบรมฟรีเพื่อเป็นวิทยาทาน ไม่มีประกาศนียบัตรให้ด้วยความเชื่อที่ว่า “การแพทย์นั้นรักษาผู้ป่วยด้วยความรักและความดีไม่ใช่ที่การมีหรือไม่มีประกาศนียบัตร”

ศูนย์ค้ำคูณยังเป็นที่จัดเวทีให้เป็นที่พบปะแลกเปลี่ยนในการยกระดับองค์ความรู้ของการแพทย์พื้นบ้าน ระหว่างหมอนวด หมอยาสมุนไพร และหมอแผนปัจจุบัน อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน เป็นที่รับผลิตภัณฑ์จากชุมชนมาขายเพื่อช่วยชุมชนระบายสินค้า เป็นสาธิตการทำเกษตรยั่งยืน ปลูกพืชผสมผสานทั้งไม้ใหญ่ ไม้ผลรวมทั้งพืชผัก เป็นสถานีขยายความคิดเผยแพร่แนวทางแห่งความหวังในการสร้างชีวิตใหม่ให้กับเกษตรกรไทยในมิติของการทำเกษตรตามวิถีแห่งเศรษฐกิจพอเพียง แม้ไม่รวย แต่ก็ไม่มีหนี้ มีสุขภาวะที่ดี มีรอยยิ้ม ชีวิตมีความสุข

สุขภาวะที่สร้างได้ในผู้ป่วยเอดส์

ผู้ติดเชื้อโรคเอดส์ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ ได้รับการสนับสนุนจากทางโรงพยาบาลให้มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายผู้ติดเชื้อ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 38 คน ในจำนวนนี้มีสมาชิกชมรม 5 คนที่ลงมาทำงานเต็มเวลา ซึ่งทางโรงพยาบาลมีการดูแลสวัสดิการและจัดกิจกรรมให้ ซึ่งสะท้อนการจัดบริการสุขภาพแบบองค์รวมได้เป็นอย่างดี

หนึ่งในนั้นเป็นคุณแม่ลูกสอง เล่าให้ฟังว่า ตอนแรกเธอก็ตกใจมากที่ทราบว่าตัวเองเป็นเอดส์ ที่ทราบได้ก็เพราะว่าเมื่อ13 ปีก่อน สามีเธอกลับจากทำประมง และก็เริ่มไม่สบายเจ็บออดๆแอดๆ ตัวดำคล้ำ ดูผอมลง เธอตัดสินใจพามาโรงพยาบาลอุบลรัตน์เพื่อมารักษา ในที่สุดเธอก็รู้ความจริงว่าสามีและเธอเป็นโรคเอดส์ หลังจากนั้นไม่นานสามีของเธอก็เสียชีวิต ทำให้เธอมีแต่ความเสียใจ ความกังวล อาการก็ทรุด ชาวบ้านกับสังคมก็รังเกียจ ขนาดจะไปทำบุญที่วัดคนยังหนีไม่กล้าขึ้นลงบันไดเดียวกัน จนเมื่อมารักษาที่โรงพยาบาล เข้ากระบวนการกลุ่มของเครือข่ายผู้ติดเชื้อจนวันนี้กลายมาเป็นแกนนำของเครือข่ายผู้ติดเชื้อไปแล้ว เห็นความหวังในชีวิต เห็นคุณค่าของตนเอง มีกำลังใจในการสู้ชีวิตต่อไป

ชีวิตของสมาชิกเต็มเวลาทั้ง 5 คน ในเครือข่ายผู้ติดเชื้อ จะเริ่มวันใหม่ด้วยการดูแลสวนหย่อมของโรงพยาบาลตั้งแต่ 7 โมงเช้า หลังจากนั้นทุกคนต้องนั่งสมาธิวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที เพื่อเป็นการฝึกจิตใจให้สงบ เสร็จจากสมาธิประมาณ 9.00 น.ก็ไปยังศูนย์ค้ำคูณเพื่อไปดูแลแปลงเกษตรผสมผสาน ปลูกต้นไม้ ใส่ปุ๋ยชีวภาพ ทำน้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น ทุกคนต้องออกกำลังกายด้วยการถีบจักรยานปั่นน้ำ เป็นจักรยานพลังคน ที่ช่างได้นำจักรยานที่เสียแล้วแต่พอปั่นได้มาติดกับเครื่องสูบน้ำเก่าๆ ที่เสียแล้ว จากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้หมุนไดโว่ก็เปลี่ยนเป็นพลังงานคนแทน น้ำที่สูบขึ้นจากบ่อ ก็ใช้รดน้ำพืชผักสมุนไพรที่ปลูกไว้ในสวน ช่วงเย็นๆ ก็อาจมีอาชีพเสริม เช่น ร้อยพวงกุญแจจากลูกปัด ซึ่งโรงพยาบาลก็จะมีค่าตอบแทนที่ช่วงงานสวนให้ตามสมควร นอกจากเงินที่มาจากอาชีพเสริม ทางกลุ่มก็ได้รับมาจากอบต.ทุกตำบลปีละ 20,000บาท และงานทอดกฐินประจำปี เงินที่ได้มาทั้งหมดก็นำมาเป็นค่าอาหารกลางวันเพื่อเลี้ยงสมาชิกในกลุ่มทั้ง 38 คน ที่มาประชุมทุกเดือน และส่วนหนึ่งก็นำมาเป็นค่าเล่าเรียนของบุตรหลานผู้ติดเชื้อ HIV

ที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ คลินิกยาต้านไวรัสเอดส์ (ARV Clinic) นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ติดเชื้อเท่านั้น เรื่องของมดหมอหยูกยาต้านไวรัสกลายเป็นเรื่องไม่ยาก เพราะสุขภาวะคือการมีความสุขได้แม้จะป่วยมีโรคประจำตัวอยู่ด้วย การจะสามารถดูแลผู้ติดเชื้ออย่างเป็นองค์รวม ให้เขาเห็นคุณค่าในตนเอง และสร้างการยอมรับต่อสังคมนั้น แม้จะยากกว่ามากแต่ก็มีตัวอย่างดีๆ ให้เห็นได้ที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์

แก้จนของจริงที่คำปลาหลาย

หมู่บ้านคำปลาหลาย ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่เล็กที่สุดของอำเภออุบลรัตน์ มองจากภายนอกก็รู้สึกเหมือนหมู่บ้านทั่วๆไป แต่สิ่งแรกที่สะดุดตามากๆเมื่อได้เดินเข้าไปในหมู่บ้านก็คือสารพัดประกาศนียบัตรที่แขวนไว้ตรงเพิงไม้ของศูนย์เรียนรู้ชุมชนที่เป็นที่รับแขกที่มาเยี่ยมเยือนเกือบทุกสัปดาห์

ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ลุงแสวง สิงห์น้อย เล่าว่า “แรกเริ่มเดิมทีหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดในอำเภอ เล็กที่สุด คนก็น้อยมีอยู่แค่200กว่าคน ที่ดินก็เป็นทรายปลูกอะไรก็ไม่ค่อยขึ้น ชื่อคำปลาหลายก็จริง แต่ความจริงก็คือว่า ปลาก็ไม่หลาย น้ำก็ไม่หลาย แล้งมากจนปลาตายหมด ตามมาตรฐานของเกษตรกรอีสานที่นิยมปลูกพืชเชิงเดียว ก็คือเวลารัฐบอกมาว่าให้ปลูกอะไร ก็ปลูกตามกันทั้งหมู่บ้าน เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด นายทุนพ่อค้าที่มาซื้อก็กดราคาได้ตามใจชอบ”

จนกระทั่งปี 2537 ทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์ก็ได้ส่งนักพัฒนาคนหนึ่งมาและเข้ามากระตุ้นจุดประกายความคิดของหมู่บ้าน ให้มาช่วยกันคิดว่าหมู่บ้านมีทุกข์อะไรบ้างและสาเหตุมาจากอะไร หลังจากคิดกัน 2 วัน 3 คืน คุณลุงและเพื่อนๆ ก็ได้ข้อสรุปว่า ที่เราเป็นหนี้อยู่ทุกวันนี้ ที่เราทุกข์ ที่เราจนกันทุกวันนี้ สาเหตุก็มาจากตัวเรากันเองนั่นแหละ พอคิดได้ทุกคนก็เริ่มจะมองหาทางออกอื่นๆ ที่ไม่เหมือนที่แล้วๆ มา จากการสนับสนุนจากองค์กรศุภนิมิตร ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านบางคนก็ได้ออกไปดูงานไปและเรียนรู้การพัฒนาตามหมู่บ้านอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พอได้แนวคิดผู้ใหญ่ก็กลับมาประชุมกันที่หมู่บ้านว่า ต่อไปนี้เราจะทำการเกษตรแบบผสมผสานแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เน้นปลูกเพื่อบริโภคเองในครัวเรือน เหลือจึงขายหรือแบ่งปันแก่เพื่อนบ้าน

การปลูกเริ่มต้นจากการปลูกผักผลไม้ที่กินได้ก่อน และปลูกแบบพอกิน คุณลุงเริ่มปลูก 1 ไร่ ช่วงแรกๆ อาจจะเหนื่อยหน่อยที่ต้องดูแลต้นกล้าเล็กๆ แต่ต่อมาพอต้นไม้โตแล้ว ก็ไม่ต้องดูแลมาก พอมีพอกินและยังมีพอเหลือที่จะแบ่งให้เพื่อนบ้านอีกด้วย ถ้าเหลืออีกก็จะเอาไปขาย จึงพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง นอกจากนี้คุณลุงก็ยังปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อนำไม้มาใช้สร้างบ้านในอนาคต ถึงแม้ว่าจะกินระยะเวลาอีกนานกว่าจะได้ใช้ แต่ต้นไม้ใหญ่พวกนี้ก็ช่วยดูดสับความชุ่มชื้นในดิน และยังช่วยเป็นร่มเงาให้แก่ไม้เล็กที่ปลูกไว้กินอีกด้วย สำหรับสัตว์อื่นๆ เช่น เป็ด ไก่ ปลา คุณลุงได้ขุดบ่อเก็บกักน้ำขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีน้ำมากมายแต่ก็มีน้ำพอที่จะใช้ดื่มกิน และพอที่จะเป็นที่อยู่ของปลาได้ เมื่อหมู่บ้านเข้มแข็ง คนในหมู่บ้านมีความสุข เงินก็มาเองโดยไม่ต้องขวนขวายหาแบบที่แล้วๆ มา

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้ลงกองทุนหมู่บ้านละล้านมาให้ คุณลุงแสวงเล่าว่า “หมู่บ้านผมไม่มีใครไปกู้ซักคน ทางการเขาก็หาว่าหมู่บ้านเราบริหารเงินไม่เป็น ไอ้ผมก็ถามคนในหมู่บ้าน ไม่มีใครอยากกู้หรอกครับ ทุกคนก็มีเงินเก็บเงินออม ไม่มีใครอยากเป็นหนี้อีกแล้ว ผมต้องขอร้องให้ใครอยากทำอะไรก็ช่วยๆ ไปกู้เอาใจนายกฯเขาเสียหน่อย”

นี่คือเรื่องคร่าวๆ ของหมู่บ้านคำปลาหลาย กับบทบาทของโรงพยาบาลชุมชนที่ชื่ออุบลรัตน์ บทบาทที่ไกลกว่ามิติด้านสาธารณสุข แต่ตอบโจทย์ในด้านการสร้างสุขภาวะที่แท้จริงได้อย่างตรงจุดที่สุด แก้จนด้วยลำแข้งลำขาตนเอง ไม่ต้องไปพึ่งพาอาจสามารถโมเดล ที่เน้นการขอ การแจก และการหวังให้คนอื่นมาแก้ปัญหาให้

มาร์ติน วีลเลอร์ ฝรั่งหัวใจไท

มาร์ติน วีลเลอร์ เป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งในหมู่บ้านคำปลาหลาย เดิมทีคุณมาร์ตินเป็นคนชนชั้นกลางในประเทศอังกฤษ ถึงแม้ว่าเขาจะเรียนได้ดีและมีโอกาสมากมาย แต่เขาก็รู้สึกว่าชีวิตแบบอังกฤษไม่ใช่คำตอบของชีวิต เขาเดินทางมายังประเทศไทย โดยในทีแรกหวังว่าจะท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนจะไปลงหลักปักฐานที่ออสเตรเลีย ปรากฏว่าช่วงแรกคุณมาร์ตินใช้จ่ายไม่รอบคอบจนเงินหมด จึงต้องมาประกอบอาชีพสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย และได้แต่งงานกับภรรยาคนไทย

คุณมาร์ตินได้เดินทางไปยังขอนแก่นซึ่งเป็นบ้านเกิดของภรรยาที่ได้พบกันและดำรงชีวิตแบบเกษตรกรรมแบบบ้านนอก รู้สึกถึงความเป็นอิสระ น้ำใส อากาศดี ธรรมชาติสวยงาม ผู้คนมีน้ำใจ จึงตัดสินใจผันตนเองมาเป็นเกษตรกร และย้ายมาซื้อที่ดินเป็นของตนเองที่บ้านคำปลาหลายในที่สุด ในช่วงแรกๆ การเพาะปลูกไม่ได้เป็นเหมือนตำราหรือทฤษฎีที่ได้เคยเรียนมา การทำการเกษตรขาดทุน เขาเริ่มเปลี่ยนแปลงความคิด และวางแผนนำบุตรกลับไปยังประเทศอังกฤษ จนกระทั่งได้มีโอกาสมาเป็นเจ้าหน้าที่แปลเอกสารให้คุณหมออภิสิทธิ์และได้เรียนรู้แนวคิดการเกษตรแบบพอเพียง หลังจากนั้นการประกอบอาชีพและชีวิตความเป็นอยู่ของคุณมาร์ตินก็ค่อยๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ

คุณมาร์ตินเล่าเรื่องของประเทศอังกฤษให้ฟังว่า “จริงๆ คนไทยคิดว่าคนอังกฤษ เป็นชาติที่เจริญ ผู้คนมีความสุข ผมจะบอกพวกคุณให้ว่าไม่จริงหรอก คนไทยโชคดีกว่ามากที่ส่วนมากมีบ้านเป็นของตนเอง มีที่ดินเป็นของตนเอง คนอังกฤษ 40% ต้องเช่าบ้านของคนอื่นอยู่อาศัยไปตลอดชีวิต ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง หากไม่ได้เรียนสูงๆ ก็ลำบากเพราะไม่รู้จะทำกินอย่างไร ต้องรับจ้างงานบริการ เป็นพนักงานไปตลอดชีวิต เพราะที่ดินเกือบทั้งประเทศจะเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุนใหญ่ อาหารการกินก็กินแต่อาหารขยะ (Junk Food) ที่คนรวยๆ ในเมืองไทยชอบกินกัน อาหารพวกนี้ บ้านผมถือว่าเป็นอาหารของคนจน ไม่มีประโยชน์ ไม่สด ไม่มีสารอาหาร แต่คนไทยบางคนชอบมากินอวดกัน ผมว่าตลกดี อยู่ที่นี่อาหารปลูกเอง ไม่มีสารพิษ หิวก็เดินออกไปตัดกินได้เลย คนอังกฤษที่มีโอกาสแบบนี้ก็มีแต่คนรวยเท่านั้น คนต่างประเทศมาเห็นชีวิตของผม บอกว่าผมโชคดีมาก แต่คนไทยกลับมองว่าผมน่าสงสาร เป็นฝรั่งตกยากมาอยู่บ้านนอก คนไทยบอกว่าอังกฤษนี่ดี ค่าเล่าเรียนไม่ต้องจ่าย ตกงานมีเงินให้ แก่ก็มีเงินเลี้ยงตลอดชีวิต คุณรู้ไหมเงินพวกนั้นไม่ฟรีหรอก คุณต้องจ่ายภาษีสูงมากๆ อย่างพยาบาลก็ต้องจ่ายร้อยละ40 คนจนร้อยละ25 จึงมีสวัสดิการแบบนั้นได้ อยู่ที่นี่ผมจ่ายภาษีที่ดินปีละ 7-8 บาทเท่านั้น ”

วันนี้คุณมาร์ติน วิลเลอร์ ได้กลายมาเป็นวิทยากรคำสำคัญในบ้านคำปลาหลาย ที่ช่วยตอกย้ำแนวคิดเกษตรธรรมชาติ และการอยู่อย่างพอเพียงบนวิถีทางแห่งการพึ่งตนเอง วิถีที่ความสุขและสุขภาพมาบรรจบพบกันอย่างลงตัว

อุบลรัตน์ ตักศิลาแห่งการพัฒนาชนบทยั่งยืน

ด้วยความชัดเจนทางความคิดและความเพียร

แสดงความคิดเห็น

« 0332
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง

เมนูหลัก

มุมสมาชิก

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน

แนะนำหนังสือ

The Doctor Communication HandbookThe Doctor Communication Handbook
เว็บไซท์นี้ออกแบบและทดสอบด้วยไฟร์ฟอกซ์!