Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

การจัดการศึกษาและปรึกษาทางไกล
เพื่อสนับสนุนบริการเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการสุขภาพปฐมภูมิ
Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

Select language ไทย | English

สถานการณ์สุขภาพ

ฉือจี้ การแพทย์ที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์

by Admin @January,11 2011 22.51 ( IP : 61...130 ) | Tags : สถานการณ์สุขภาพ

ฉือจี้  การแพทย์ที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน 2549 ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

การแพทย์ที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์  ดูเหมือนจะเป็นคำง่ายๆ  แต่กลับหาได้ยากยิ่งในสังคมโลก  จะมีก็เป็นตัวบุคคลมากกว่าเป็นเชิงระบบ  ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด  เพราะสภาพสังคมโดยรวมเป็นอย่างไร  การแพทย์ก็เป็นอย่างนั้น  เมื่อสังคมโดยรวมเป็นทัศนะแยกส่วนและกระแสแห่งเงินตรา  จึงไม่แปลกที่การแพทย์ไทยจึงแยกส่วนรักษาโรคไม่เน้นรักษาคนและไหลไปตามเงินตรา  แม้ว่าในโรงพยาบาลของรัฐก็ตาม

ประเทศไต้หวันเองก็เป็นประเทศในกระแสทุนเช่นเดียวกับไทย  แต่ที่โรงพยาบาลในมูลนิธิพุทธฉือจี้ของประเทศไต้หวันทั้ง 5 แห่ง กลับสามารถก้าวเดินบนเส้นทางการดูแลความป่วยไข้ด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ได้อย่างทระนง  ดูแลผู้ป่วยและญาติไม่เฉพาะด้านการรักษาโรค  แต่ใส่ใจด้านจิตสังคมของผู้ป่วย  และก้าวไกลถึงการสร้างคุณค่าให้กับมิติทางจิตวิญญาณของทั้งผู้ป่วยและผู้ให้บริการ  เชิดชูให้คนทำความดี  โดยใช้กลไกของอาสาสมัครฉือจี้และความศรัทธาต่อหลักธรรมทางศาสนาเป็นธงนำ  นับเป็นกรณีศึกษาที่มีความน่าสนใจยิ่ง

ภารกิจ 8 ประการแห่งฉือจี้

มูลนิธิพุทธฉือจี้  ประเทศไต้หวัน  ซึ่งถือได้ว่าเป็นองค์กรอาสาสมัครที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น  รวบรวมผู้คนในไต้หวันที่มีศรัทธาต่อพลังแห่งการทำความดีช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากตามแนวทางของพระโพธิสัตว์ตามแนวทางของศาสนาพุทธนิกายมหายานได้จำนวนอาสาสมัครร่วม  5 ล้านคนหรือประมาณ 20% ของประชากรในประเทศ  เป็นขบวนการทางศาสนาที่มีความน่าสนใจมากโดยเฉพาะในด้านการจัดองค์กรและการสนับสนุนให้อาสาสมัครแต่ละคนได้ประยุกต์หลักธรรมตามแนวทางแห่งพระโพธิสัตว์นำมาใช้กับโลกยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

ตามภารกิจ 8 ประการที่อาสาสมัครฉือจี้ต่างอาสาช่วยสร้างสานให้บรรลุนั้นได้แก่

  1. งานการกุศล (charity)  การบริจาคเป็นภารกิจข้อแรกของชาวฉือจี้  ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเริ่มต้นเป็นอาสาสมัคร  ทั้งนี้อาสาสมัครแต่ละคนจะต้องบริจาคเงิน บริจาคเวลา  บริจาคแรงงานหรือทรัพย์สินต่างๆ อีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้การช่วยเหลือผู้คนที่ตนไปดูแลด้วย  เงินบริจาคทั้งหมดจะนำไปเพื่อนำไปประกอบภารกิจอีก 7 ข้อ  โดยไม่มีการนำเงินบริจาคที่ได้ไปบำรุงวัด
  2. งานการแพทย์ (medicine)  มีการสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ทันสมัยกระจายในเมืองต่างๆ ถึง 5 แห่ง  โรงพยาบาลของฉือจี้ไม่ใช่เป็นเพียงที่ช่วยเหลือดูแลผู้เจ็บป่วยเท่านั้น  แต่คือสถานที่ปฏิบัติธรรมยกระดับจิตใจของอาสาสมัครและบุคลากรทางการแพทย์ด้วย  ดังนั้นในโรงพยาบาลจึงเต็มไปด้วยอาสาสมัครที่มีจิตใจดีงามมาร่วมช่วยดูแลผู้ป่วยในมิติด้านจิตสังคม  ตั้งแต่ช่วยพยุงเข้าห้องน้ำ  อ่านหนังสือให้ฟัง  เล่นเปียโนที่ OPD ให้ผู้ป่วยคลายทุกข์  แม้กระทั่งการออกไปช่วยตามหาญาติผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่จากกันไปกว่า 10 ปี ให้ได้มาพบกัน เป็นต้น
  3. งานการศึกษา (education) มูลนิธิฉือจี้มีการสร้างโรงเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย  ที่มุ่งเน้นการสอนเด็กและเยาวชนให้มีคุณธรรมควบคู่กับวิชาการ  มีคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ของตนเอง วันราชการเรียนหนังสือ วันหยุดก็ยินดีแบ่งเวลามาทำกิจกรรมอาสาสมัครตามแต่ละคนจะสนใจ บนดอยสูงในอำเภอฝาง  จังหวัดเชียงใหม่  ก็มีโรงเรียนที่สร้างโดยชาวฉือจี้อยู่ด้วยเช่นกัน
  4. งานด้านมนุษยธรรม (humanitarian)  โดยใช้กลไกของโทรทัศน์ต้าอ้ายที่เป็นรายการโทรทัศน์ทางเลือกของไต้หวัน ที่มีรายการที่ส่งเสริมคุณธรรม การรับรู้ข่าวสาร การเห็นชีวิตของผู้คน การสอนให้ข้อคิดประจำวันจากท่านธรรมมาจารย์เจิ้นเหยียนจากสมณารามที่จังหวัดฮวาเหลียน เป็นการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในการขยายอุดมการณ์และแนวคิดด้านคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างต่อเนื่องและได้ผล
  5. การบรรเทาทุกข์สากล (international relief) ด้วยจิตวิญญาณที่สากลในอุดมการณ์ของต้าอ้าย หรือความรักที่ยิ่งใหญ่  ที่ไม่แบ่งแยกเป็นชาติเป็นพรมแดน  ทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน  การดูแลแต่ไต้หวันไม่สามารถรักษาโลกไว้ได้  ดังนั้นการบรรเทาทุกข์สากลจึงเป็นภารกิจที่สำคัญ  ชาวฉือจี้จะไปในทุกที่ทุกประเทศที่มีภัยพิบัติ  ไม่ว่าแผ่นดินไหว  สึนามิ  น้ำท่วมใหญ่  เป็นต้น
  6. ธนาคารไขกระดูก (marrow registry) มีผู้ลงทะเบียนที่พร้อมบริจาคไขกระดูกเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เกือบ 3 แสนราย  เป็นธนาคารไขกระดูกที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของเอเซีย  การให้ไขกระดูกเหมือนการให้ชีวิตใหม่แก่ผู้ป่วยโรคเลือดรายนั้น  มีการจัดงานเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ให้และผู้รับไขกระดูกได้มาพบกัน  เป็นวันแห่งความปิติยินดีอย่างสุดซึ้ง
  7. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (environmental protection)  โดยใช้กิจกรรมรีไซเคิลขยะและการแยกขยะเป็นรูปธรรมหลัก  นอกจากจะสามารถลดขยะลดการทำลายสิ่งแวดล้อมได้แล้ว  ยังเป็นการขัดเกลาจิตใจอาสาสมัครได้ด้วย  ให้ละวางตัวตน  ไม่ว่าจะรวยหรือจนต่างมาร่วมกันสร้างโลกด้วยการทำงานที่ต่ำต้อยในสายตาของผู้คน
  8. อาสาสมัครชุมชน (community volunteers)  การช่วยเหลือคนด้อยโอกาสคนยากลำบากที่มีอยู่ไม่น้อยในชุมชน  ยังเป็นอีกหนึ่งที่โดดเด่นของชาวฉือจี้ อาสาสมัครจะเข้าไปดูแล  ช่วยเก็บบ้าน  พาคนชราไปอาบน้ำตัดเล็บตัดผม  หุงหาอาหารให้รับประทาน  ดูแลเรื่องเสื้อผ้า  โดยจะดูแลต่อเนื่องจนกว่าเขาผู้นั้นจะพึ่งตนเองได้หรือเสียชีวิตไป  ซึ่งนับเป็นกลไกการลดช่องว่างทางสังคมด้วยจิตอาสาที่ยิ่งใหญ่ ด้วยภารกิจที่ยิ่งใหญ่ทั้ง 8 ประการ  จำนวนอาสาสมัครที่มากกว่า 5 ล้านคน  และการสืบสานอุดมการณ์อันแน่วแน่ของท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนตลอด 40 ปี  ทำให้คำกล่าวของศ.นพ.ประเวศ  วะสีที่ได้กล่าวไว้  “ ในวันนี้มูลนิธิพุทธฉือจี้ได้กลายมาเป็นขบวนการทางมนุษยธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ” นั้น  ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินความจริงแต่อย่างใด

ไต้หวันวันนี้

ไต้หวันประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ 78 เกาะ มีเกาะไต้หวันเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด มีเนื้อที่เล็กกว่าประเทศไทยประมาณ 14 เท่า พื้นที่ราวร้อยละ 75 เต็มไปด้วยเทือกเขา  แต่มีประชากร 1 ใน 3 ของไทย (22 ล้านคนเมื่อปี 2547)  จึงถือได้ว่าไต้หวันเป็นประเทศที่มีประชากรค่อนข้างหนาแน่น และมีปัญหาภัยธรรมชาติทั้งแผ่นดินไหวเสมอๆ และไต้ฝุ่นหนัก ๆ ปีละหลายลูก

มีการวิเคราะห์กันว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้จีนไต้หวันพัฒนาประเทศได้อย่างก้าวหน้ามากในช่วงเวลาค่อนข้างสั้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันบีบคั้นทั้งจากภัยจากธรรมชาติ ทั้งจากแผ่นดินไหวและไต้ฝุ่น  อีกทั้งยังมีภัยคุกคามจากจีนแผ่นดินใหญ่  ทำให้ชาวจีนไต้หวันต้องเพิ่มความขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ ถีบตัวสร้างชาติให้เจริญก้าวหน้าเพื่อเอาชนะภาวะคุกคามทั้งหลายอย่างไม่ย่อท้อ

ชาวไต้หวัน 93 % นับถือพุทธ (นิกายมหายาน) ขงจื้อและเต๋า  อีก 4.5 % นับถือ คริสต์  ในบรรดาสำนักพุทธที่มีมากมายในไต้หวัน  ฉือจี้ถือได้ว่าเป็นสำนักที่ใหญ่และทรงพลังที่สุด มีสมาชิกกว่า 5 ล้านคน ทั้งในไต้หวันและต่างประเทศ มีมูลนิธิพุทธฉือจี้เป็นองค์กรแกนกลางในการดำเนินงาน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคอย่างสม่ำเสมอ มีระบบบริหารจัดการที่ดีมาก การเงินโปร่งใสมากจนเป็นที่เชื่อถือของคนทั่วไป จึงมีเงินมาใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมากมาย ไม่รู้จบสิ้น

ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน  ภิกษุณีผู้ก่อตั้งฉือจี้

ท่านเจิ้งเหยียนเกิดในปี พ.ศ. 2480 ที่ตำบลชิงสุ่ย เมืองไทจุง ซึ่งอยู่ตอนกลางของไต้หวัน  เมื่ออายุได้ 20 ปี บิดาป่วยกะทันหันด้วยโรคความดันโลหิตสูงและเสียชีวิตลง ท่านอาจารย์มีความสะเทือนใจมาก จึงตัดสินใจปลงผมตนเองถือบวช  จนกระทั่งปี พ.ศ. 2504 ท่านได้เดินทางมาพำนักที่เมืองฮวาเหลียน และในเวลาต่อมาท่านได้พระอาจารย์ยิ่นซุ่นซึ่งคนไต้หวันเคารพศรัทธามากรับเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ โดยได้สั่งสอนหลักสั้นๆ ว่า “เมื่อบวชแล้ว จงทำทุกอย่างเพื่อพุทธศาสนาและสรรพสัตว์ทั้งปวง”

หลังจากนั้นท่านธรรมาจารย์และอุบาสก สวี ซง หมิน เพื่อนของท่านได้พากันมาสร้างกระท่อมเล็ก ๆ หลังวัดผู่หมิง ที่ฮวาเหลียนเป็นที่พำนัก โดยตัวท่านอาจารย์และสานุศิษย์เพียงไม่กี่คนได้อยู่อาศัยที่นั่น ด้วยการทำงานอย่างหนัก ต่อสู้กับภัยธรรมชาติทุกรูปแบบ อยู่แบบอดมื้อ กินมื้อ ท่านอาจารย์ได้ตั้งกฎไว้ว่า “วันใดไม่ทำงาน วันนั้นจะไม่กิน” นอกจากปลูกผักไว้กินเอง ทำโรงงานเล็กๆ รับทำสินค้าขาย เช่น นำด้ายจากโรงงานที่เขาทิ้งแล้วมาถักเสื้อกันหนาว เย็บถุงสำหรับใส่อาหารสัตว์ ถักรองเท้าเด็กขายหาเงินมาใช้ประทังชีวิต เป็นต้น

ปี พ.ศ. 2509 ท่านอาจารย์ประสบเหตุสะเทือนใจอย่างรุนแรง เมื่อไปเยี่ยมอุบาสกผู้หนึ่งที่รับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนที่ฟงหลิน อาจารย์ไปพบกองเลือดกองใหญ่นองอยู่บนพื้น สอบถามได้ความว่าเป็นกองเลือดของผู้หญิงชนบทแท้งลูก ญาติใช้เวลาเดินทางพามาโรงพยาบาล 7-8 ชั่วโมง แต่ก็ต้องเสียชีวิตเพราะญาติไม่มีเงิน 8,000 เหรียญ  สำหรับจ่ายค่ามัดจำก่อนที่แพทย์จะลงมือผ่าตัดช่วยชีวิต เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ท่านอาจารย์ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะต้องทำงานเพื่อหาทางช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ขาดที่พึ่งพิง

จากนั้นไม่นาน มีแม่ชีคาทอลิก 3 ท่าน มาชวนอาจารย์เปลี่ยนมาบวชเป็นชีแคทอลิก โดยมีความเห็นว่าศาสนาพุทธไม่เอาใจใส่ความทุกข์ยากของคนในสังคม พุทธศาสนาชนส่วนใหญ่ใฝ่หาธรรมะเพื่อพัฒนาตนเองเท่านั้น ในที่สุดท่านอาจารย์จึงเกิดความคิดที่จะรวบรวมชาวพุทธเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างกุศลกรรมด้วยการช่วยเหลือผู้ยากไร้ให้เป็นรูปธรรม  ถ้าชาวพุทธทำได้ ทุกคนก็จะเป็นพระโพธิสัตว์ได้ทันที ไม่ต้องรอสวดมนต์อ้อนวอนภาวนาต่อเจ้าแม่กวนอิม ความทุกข์ยากในสังคมและในโลกก็จะบรรเทาบางลงไปได้

จากนั้น ท่านอาจารย์จึงใช้หลัก “ลงมือทำเลย” เริ่มด้วยการชวนสานุศิษย์ที่เป็นแม่บ้านธรรมดา 30 คน ให้รู้จักออมเงินที่จะไปจ่ายตลาดคนละ 50 เซ็นต์ต่อวัน โดยออมลงในกระปุกไม้ไผ่ มีคำขวัญว่า “แม้เงิน 50 เซ็นต์ ก็ช่วยเหลือผู้ยากไร้ได้”

สมณาราม(วัด)จิ้งซือ ที่เมืองฮวาเหลียนอันเป็นที่พำนักของท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน  ตั้งอยู่ท่านกลางแมกไม้ที่ปลูกอย่างเป็นระเบียบ

จากจุดเล็ก ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาในความดีงาม คามเมตตากรุณาอย่างสูงส่งที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น จากจิตใจของท่านอาจารย์และแม่บ้านสานุศิษย์เพียง 30 คน จากนั้นการออมเงินวันละ 50 เซ็นต์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อ 40 ปีก่อน กิจการได้เติบใหญ่กลายเป็นมูลนิธิฉือจี้ มีคนกว่า 5-6 ล้านคน สมัครเป็นสมาชิกบริจาคเงินให้อย่างสม่ำเสมอมากบ้างน้อยบ้างตามแต่กำลังของแต่ละคน เงินบริจาคทุกเหรียญถูกนำไปใช้เพื่อทำกิจกรรมเพื่อสังคม ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทั้งในไต้หวันและต่างประเทศ มีกิจกรรมทางมนุษยธรรมและทางจิตวิญญาณแพร่กระจายไปทั่วเกาะไต้หวันและกระจายไปทั่วโลก ประเมินเป็นมูลค่าและคุณค่ามิได้

นี่คือการเติบโตของเมล็ดพันธุ์แห่งความดีบนเนื้อนาบุญที่อุดมและงดงาม

งานการกุศล สังคมสงเคราะห์ อาสาสมัคร

การดำเนินงานของมูลนิธิ อาศัยพลังของอาสาสมัครฉือจี้ ที่มีการคัดเลือกและพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง บนความเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนมีความเมตตากรุณา เป็นพระโพธิสัตว์ได้มีศักยภาพในการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยหัวใจและความรัก

ถ้าใครได้รู้จัก ได้สัมผัสกับอาสาสมัครฉือจี้แล้วจะประทับใจ และจะประจักษ์ได้ว่า อาสาสมัครฉือจี้โดยทั่วไป มีจิตใจดี สุภาพอ่อนน้อม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ให้เกียรติคนอื่น นอบน้อมถ่อมตน ยิ้มแย้มแจ่มใส และเป็นสุขเสมอเมื่อได้บริการใคร ๆ  ทุกคนมีจิตใหญ่ (มหจิต) ที่จะรักเพื่อนมนุษย์เหมือนว่าทุกคนในโลกนี้เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

กรณีตัวอย่างงานอาสาสมัครของฉือจี้ที่ทำให้มองเห็นการฝึกฝนตนเองจากการลงมือปฏิบัติจริงอย่างไม่ย่อท้อ คือ บรรดาอาสาสมัครทำงานแยกขยะตามชุมชนต่าง ๆ ที่เปรียบเหมือนมดงานโพธิสัตว์ ที่ก้มหน้าก้มตาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่ทั่วไต้หวัน กลุ่มอาสาสมัครเหล่านี้ จะมีหน่วยทำงานกระจายแทรกตัวอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ บรรดาอาสาสมัครฉือจี้ก็จะขนย้ายขยะ แยกขยะอย่างไม่รังเกียจว่าเป็นงานต้อยต่ำ เอาที่เป็นประโยชน์ไป recycle เอาไปขายนำเงินมาเข้ามูลนิธิปีละเป็นร้อยล้านเหรียญ ได้ทั้งเงินได้ทั้งบุญและได้ฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอ

หลักการอาสาสมัครของฉือจี้ เขาพูดกันอย่างง่าย ๆ ว่า “ใครมีเงินออกเงิน ใครมีแรงออกแรง ใครมีทั้งเงินทั้งแรง ออกทั้งเงินออกทั้งแรง” หลักเช่นนี้ทำให้ทุกคนเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครฉือจี้ได้ทั้งนั้น

งานสังคมสงเคราะห์เล็กๆ ที่เคยทำมาตั้งแต่อดีตก็ไม่หยุด เช่น การช่วยเหลือผู้ยากไร้ ในขณะที่ขยายไปจับงานใหญ่และใหญ่มาก เช่น การเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตอนไต้ของไต้หวันเมื่อปี 2542 มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน บาดเจ็บอีกมากมาย อาคารสถานที่ต่าง ๆ เสียหายเป็นจำนวนมาก มูลนิธิฉือจี้ส่งหน่วยอาสาสมัครเข้าไปช่วยเหลือเป็นกลุ่มแรก ทำงานช่วยเหลือหลายด้านอย่างต่อเนื่องนานถึง 5 ปี ถอนตัวออกมาเป็นหน่วยสุดท้าย โดยช่วยรัฐบาลก่อสร้างโรงเรียนทดแทนให้ชุมชนต่างๆ มากถึง 51 แห่ง ทุกแห่งก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อป้องกันแผ่นดินไหวในอนาคต จึงต้องใช้เงินหลายหมื่นล้านเหรียญ

นอกจากการทำงานสงเคราะห์ในประเทศแล้ว อาสาสมัครฉือจี้ยังประกาศศักดาไปทั่วโลก ด้วยมองเห็นว่า โลกปัจจุบันเสียสมดุลจากน้ำมือของมนุษย์ ทุกคนที่ตื่นแล้วจึงมีหน้าที่ช่วยกันเยียวยาโลก สร้างสรรค์โลก เหตุการณ์สึนามิแถบบ้านเรา อาสาสมัครฉือจี้ก็เข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่ต้นๆ โดยเฉพาะแถบประเทศอินโดนีเซีย อินเดียและศรีลังกา เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ปากีสถานเมื่อไม่นานมานี้ ธงอาสาสมัครฉือจี้ก็ไปโบกสะบัดคู่กับธงสหประชาชาติเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มูลนิธิฉือจี้ได้ออกไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนใน 61 ประเทศ และมีเครือข่ายสาขาฉือจี้อยู่ใน 46 ประเทศ รวมทั้งในประเทศไทย

โรงพยาบาลพระโพธิสัตว์

ช่วงราว 20 ปีที่ผ่านมา ฉือจี้ได้สร้างโรงพยาบาลไว้บริการผู้ป่วยรวม 5 แห่ง มีทั้งที่อยู่ในต่างจังหวัดและในกรุงไทเป เป็นโรงพยาบาลที่สร้างอย่างมั่นคงสวยงาม ป้องกันแผ่นดินไหวไว้พร้อมสรรพ  ค่าก่อสร้างทั้งหมดมาจากเงินบริจาคของสมาชิกฉือจี้จำนวนนับล้านคน ในช่วงที่ท่านธรรมาจารย์มีดำริจะสร้างโรงพยาบาลแห่งแรกยังไม่มีเงินเลย ทางการทราบเจตนารมณ์ก็ติงว่า เมื่อไม่มีเงินควรคิดทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ใช้เงินน้อยกว่านี้ไม่ดีกว่าหรือ แต่ท่านธรรมาจารย์มั่นใจว่าจะทำได้ แม้ต้องใช้เงินหลายร้อยล้านเหรียญก็ตาม

เมื่อเริ่มโครงการ มีนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่เคยอยู่ที่ไต้หวันมาก่อนแสดงความประสงค์ขอบริจาคเงินก้อนใหญ่ให้สร้างโรงพยาบาล ท่านธรรมาจารย์ไม่รับเพราะต้องการให้คนไต้หวันส่วนใหญ่ได้ร่วมกันเป็นเจ้าของโรงพยาบาลด้วยการร่วมบริจาคคนละเล็กคนละน้อย จนวันนี้เปิดโรงพยาบาลแห่งที่ 5 แล้วคือ โรงพยาบาลฉือจี้ (Buddhist Tzu Chi General Hospital) ที่ไทเป ซึ่งเป็นตึก 15 ชั้น เพิ่งเปิดบริการเมื่อกลางปี 2548 ที่ผ่านมา ในบรรดาโรงพยาบาลทั้ง 5 แห่งนั้นมีขนาดใหญ่เกิน 1,000 เตียง 3 แห่ง ขนาดเล็กอีก 2 แห่ง

เครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นทุกแห่งมีพร้อมอยู่ในระดับแนวหน้าของไต้หวัน และเข้ามาตรฐานสากล แต่ที่เด่นมากคือ การจัดระบบให้ความสำคัญกับมิติทางมนุษย์และจิตวิญญาณอย่างสูง

โรงพยาบาลของฉือจี้ใช้พรหมวิหาร 4 เป็นคำขวัญกำหนดทิศทางการทำงานเช่นเดียวกับองค์กรอื่น ๆ ของฉือจี้ จึงมุ่งบริหารจัดการให้โรงพยาบาลเป็นทั้งแหล่งรักษาคน รักษาใจ รักษาโรค ไปพร้อมๆ กับเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของทุกฝ่าย

บรรยากาศในโรงพยาบาลจัดได้ดีมาก สะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ไม่มีกลิ่นเหม็นของยาให้ได้สัมผัส ผู้คนที่ทำงานในโรงพยาบาลมีทั้งแพทย์พยาบาลและบุคลากรวิชาชีพ ทำงานร่วมกับอาสาสมัครฉือจี้เป็นร้อยๆ คน ทุกคนให้บริการแก่ผู้ป่วยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือ แนะนำและให้บริการตามบทบาทหน้าที่ของตน

อาสาสมัครที่มาทำงานในโรงพยาบาลต้องแจ้งความจำนงเข้าคิวรอเป็นเดือนๆ กว่าจะได้มาทำงานอาสาสมัครในโรงพยาบาลครั้งละหนึ่งวัน

ที่หน้าโรงพยาบาลมีอาสาสมัครชายหญิงหลายสิบคนกำลังช่วยกันกวาดถนนทำความสะอาด จัดเรียงอิฐและตกแต่งบริเวณหน้าโรงพยาบาล ภายในอาคารโรงพยาบาล มีอาสาสมัครประจำทุกจุด บางคนคอยให้ข้อมูล บางคนเข็นเปล เข็นรถผู้ป่วย บางคนช่วยดูแลผู้ป่วยบางคนเป็นยามดูแลความปลอดภัย บางคนเป็นนักดนตรีก็มาเล่นดนตรีให้คนไข้และญาติฟัง บางคนออกเยี่ยมบ้านผู้ป่วยในชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาชีพด้วย

ในโรงพยาบาลมีการจัดสถานที่ปฏิบัติธรรมให้กับคนไข้ทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม บรรยากาศสงบเย็นดีมาก

โรงพยาบาลของฉือจี้มีการรณรงค์ภายในเพื่อสร้างจิตวิญญาณการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ เรียกว่า “The mission to be a human doctor” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาจิตใจของผู้ให้บริการทุกระดับให้ใส่ใจในคุณค่าศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ให้เกียรติและให้คามเคารพในการให้บริการ และระลึกในพระคุณของผู้ป่วยและญาติที่เขามาใช้บริการ เขาบอกว่า

“แพทย์พยาบาลและทีมงานมีหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ซึ่งเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นทุกคนต้องลดตัวตนให้เล็กที่สุด จึงจะทำภารกิจที่สำคัญนั้นได้”

เราจึงเห็นแพทย์ชาวฉือจี้ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ยกมือไหว้คนไข้และคนอื่นๆ ได้เสมอ นอบน้อมถ่อมตน ตั้งใจให้บริการอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เพราะเขาถือว่าการได้ทำงานช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากคือการทำหน้าที่พระโพธิสัตว์ สะสมบุญกุศลให้สูงขึ้นเรื่อยไป

โรงเรียนแพทย์ที่สอนให้เป็นมนุษย์

เมื่อฉือจี้มีโรงพยาบาลของตนเอง  แต่กลับพบว่าการขาดบุคลากรทางการแพทย์เป็นเรื่องใหญ่  โดยเฉพาะวิชาชีพทางการแพทย์ที่มีทัศนคติที่ใส่ใจความเป็นมนุษย์นั้นหาได้ยาก  ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการก่อตั้งสถานที่ผลิตแพทย์ที่เน้นปลูกฝังมิติของความเป็นมนุษย์และจิตวิญญาณควบคู่ไปกับองค์ความรู้ทางเทคนิค เพื่อให้ได้แพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ โดยมีเป้าหมายให้ได้แพทย์ที่เก่งรักษาโรค รักษาใจ รักษาชีวิตของผู้คนเสมือนญาติ และทำหน้าที่โอบอุ้มโลกใบนี้ด้วย

คณะแพทยศาสตร์ มูลนิธิฉือจี้ที่ฮวาเหลียน เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2537 ผลิตแพทย์จบไปหลายรุ่นแล้ว อาคารคณะแพทย์ปลูกสร้างอย่างมั่นคงแข็งแรงใหญ่โตอลังการ มีบริเวณพื้นที่สีเขียวกว้างขวางตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับโรงพยาบาลขนาด 1,200 เตียง ระหว่างคณะแพทย์และโรงพยาบาลเป็นที่ตั้งของอาคารมูลนิธิที่สวยงาม บริเวณโดยรอบมีประติมากรรมที่งดงามและให้ความหมายดีดีประดับไว้หลายสิบชิ้น

นักศึกษาแพทย์ที่นี่มีชั่วโมงเรียนการจัดดอกไม้ การเขียนพู่กันจีน การชงชา การเดินการนั่งการยกโต๊ะเก้าอี้แบบไม่ให้เกิดเสียง และอื่นๆ อีกหลายอย่างเพื่อฝึกให้เป็นคนประณีตละเอียดอ่อน เข้าถึงสภาวะของจิต ไม่หยาบกระด้าง นอกจากนี้ก็ยังให้นักศึกษาไปทำงานอาสาสมัครต่างๆ เพื่อฝึกการบริการรับใช้ผู้อื่นฝึกลดตัวตน ฝึกให้รำลึกถึงบุญคุณผู้อื่นจนเข้าไปอยู่ในจิตสำนึก

หลักสูตรการจัดดอกไม้ เขาสอดแทรกการสอนว่า ดอกไม้ใบไม้ย่อมมีทั้งเก่าและใหม่ ทั้งแก่และอ่อน หากไม่ยอมเด็ดดอกใบที่ร่วงโรยทิ้งบ้าง ก็อาจจัดดอกไม้ได้ไม่งดงาม ฉันใดก็ฉันนั้น การทำงานการดำรงชีวิตก็ต้องกล้าเสียสละในบางเรื่อง เพื่อให้เกิดการลงตัวอย่างสมดุล มีให้ มีรับ อย่างเหมาะสม

หลักสูตรการเขียนผู้กันจีนนั้น เวลาตวัดพู่กันแต่ละเส้น ต้องทำด้วยจิตใจที่มีสมาธิ สงบ มั่นคง โดยฝึกต่อเนื่องเป็นชั่วโมง ๆ เพื่อพัฒนาสมาธิและจิต

การชงชาก็เป็นศิลปะ 2 ด้าน ที่ฝ่ายหนึ่งฝึกการบริการผู้อื่น และอีกฝ่ายหนึ่งเรียนรู้การเป็นผู้รอ รู้รับกลิ่น รู้รับรส รู้รับน้ำใจจากผู้อื่น มิใช่แค่การชงชาเพื่อดื่มเพียงเท่านั้น

การอบรมทำนองนี้ ว่ากันว่าเป็นคติจีนโบราณที่สอนเกี่ยวกับศิลปะการดำเนินชีวิตกันมาเป็นพันๆ ปีแล้ว ในขณะเดียวกันก็สอดแทรกการเป็นคนที่มีศิลป์ไปพร้อมกัน

นักศึกษาแพทย์รวมทั้งนักศึกษาทันตแพทย์  เภสัช หรือพยาบาล ทุกคนต้องหาเวลาว่างในการลงทำงานในบทบาทของอาสาสมัครเช่นกัน  อาจออกไปเยี่ยมคนชราคนป่วยที่บ้าน  การออกไปบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกับอาสาสมัครที่มีกิจกรรมมากมาย  สิ่งเหล่านี้จะทำให้นักศึกษาได้สัมผัสโลกแห่งความจริง  เข้าใจสังคมและชีวิตของผู้คน  และที่สำคัญคือจะได้ขัดเกลาจิตใจตนเองด้วยการทำความดีเพื่อผู้อื่น เห็นความตั้งใจมุ่งมั่นของอาสาสมัครที่เรียนมาน้อยกว่า  แต่ทำหน้าที่อาสาสมัครในการดูแลคนป่วยได้ดีเหลือเกิน  เกิดความสำนึกในการทำงานในวิชาชีพได้เป็นอย่างดี

เหล่านี้ เป็นตัวอย่างเพียงบางส่วนที่แสดงว่า เขาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางจิตใจของนักเรียนแพทย์ที่จะต้องจบออกไปเป็นแพทย์ที่เข้าใจในเพื่อนมนุษย์ มีจิตใจดีงาม ละเอียดอ่อน และต้องมีความรู้ความสามารถด้านเทคนิคอย่างดีด้วย

กายวิภาคศาสตร์ที่มีชีวิต

กรณีที่เด่นสำหรับคณะแพทยศาสตร์ฉือจี้ก็คือ การจัดการเรียนการสอนวิชากายวิภาคศาสตร์ ซึ่งนักศึกษาแพทย์ต้องเรียนผ่าศพอาจารย์ใหญ่ (อาจารย์ใหญ่เป็นคำเรียกผู้อุทิศศพให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียน โดยทั่วไปศพอาจารย์ใหญ่ 1 ท่าน สามารถให้นักศึกษาแพทย์เรียนพร้อมๆ กันได้ 4 คน) เขาสร้างระบบที่ให้นักศึกษารำลึกในพระคุณของอาจารย์ใหญ่อย่างสูงยิ่ง โดยเขาให้นักเรียนแพทย์ที่จะต้องเรียนผ่าศพได้ไปรู้จักกับครอบครัวของอาจารย์ใหญ่เพื่อให้เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวนั้นด้วย นักศึกษาแพทย์จะรู้ประวัติเรื่องราวชีวิตของอาจารย์ใหญ่ตั้งแต่ก่อนเรียนผ่าศพ เพื่อให้รู้ว่าร่างของอาจารย์ใหญ่มิใช่เป็นแค่ศพ แต่เป็นเรือนร่างของเจ้าของชีวิตที่เคยมีเลือดเนื้อ มีลมหายใจ มีคุณงามความดีและมีชีวิตจิตใจอันดีงาม เป็นการปลูกฝังให้นักศึกษาแพทย์มีจิตใจที่รู้จักเคารพผู้อื่นแม้กระทั่งเขาเหล่านั้นเสียชีวิตเป็นศพไปแล้วก็ตาม

เมื่อนักศึกษาแพทย์เรียนผ่าศพ ก็กระทำด้วยความเคารพอย่างสม่ำเสมอเหมือนกระทำกับญาติผู้ใหญ่ มิใช่มองเห็นเป็นเพียงแค่ศพๆ หนึ่งที่ไม่มีชีวิตจิตใจแล้วเท่านั้น

“นักศึกษาแพทย์จะกรีดผ่าศพของเราผิดพลาดสักกี่ร้อยครั้งก็ไม่เป็นไร เราอนุญาตให้ทำได้เต็มที่ แต่เมื่อจบไปเป็นแพทย์แล้ว ห้ามกรีดผ่าตัดใครผิดแม้แต่ครั้งเดียว”

อาจารย์ใหญ่ท่านหนึ่งพูดฝากนักศึกษาแพทย์ไว้ก่อนที่จะเสียชีวิต ทางอาจารย์ได้บันทึกเป็นวีซีดีไว้ให้นักศึกษาแพทย์ดูก่อนเริ่มเรียนวิชานี้

มีอาจารย์ใหญ่ท่านหนึ่ง ก่อนเสียชีวิตป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการบริจาคร่างกาย จึงไม่รับยาเคมีบำบัดเลย เพียงขอรับแต่ยาแก้ปวดบรรเทาอาการเจ็บปวดจนกระทั่งสิ้นชีวิต ก่อนสิ้นชีวิตก็ได้มีโอกาสพูดฝากถึงนักศึกษาแพทย์  เพื่อให้นักศึกษาเห็นถึงความเสียสละและความตั้งใจจริงของอาจารย์ใหญ่

ตัวอย่างเหล่านี้ เปรียบเสมือนการทำให้ศพอาจารย์ใหญ่พูดได้ หาใช่ศพคนตายที่ไร้ความรู้สึกรู้สาเท่านั้น

เมื่อนักศึกษาแพทย์เรียนผ่าศพจบหลักสูตร พวกเขาจะนำชิ้นส่วนของอาจารย์ใหญ่มาเย็บต่อให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วก็นำเสื้อผ้ามาสวมใส่ให้อย่างสวยงาม ทั้งนักศึกษาแพทย์ ญาติของอาจารย์ใหญ่และครูอาจารย์ก็จะมาร่วมพิธี ช่วยกันแบกอาจารย์ใหญ่เดินเรียงแถว จัดขบวนแห่งศพด้วยความเคารพระลึกถึงในบุญคุณ นำไปทำฌาปนกิจ แล้วเก็บอิฐบางส่วนใส่ผอบคริสตัลรูปทรงปราสาทสวยงาม จารึกชื่อแซ่ไว้ทุกท่านแล้วนำไปเก็บไว้ในห้องพระโพธิสัตว์บนอาคารคณะแพทย์ฯ

นักศึกษาแพทย์จะเขียนคำระลึกถึงอาจารย์ใหญ่ของพวกเขา ทำเป็นวารสาร ทำเป็นโปสเตอร์ติดแสดงไว้ มีการจัดงาน อ่านคำสดุดี เล่นดนตรีระลึกถึงพระคุณของอาจารย์ใหญ่ของพวกเขา

ด้วยระบบการจัดการที่ให้เกียรติแก่อาจารย์ใหญ่อย่างสูงเช่นนี้ มีผลทำให้มีผู้แสดงความจำนงบริจาคร่างกายให้นักศึกษาแพทย์ที่นี่เป็นหมื่นราย มีศพอาจารย์ใหญ่มากเกินความต้องการ จนต้องบริจาคต่อไปยังคณะแพทยศาสตร์แห่งอื่นด้วย

ด้วยกระบวนการที่ให้ความสำคัญต่อมิติทางมนุษย์และจิตวิญญาณเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้จิตใจของนักศึกษาแพทย์ถูกเพาะบ่มให้เป็นผู้ที่มีจิตใจที่ละเอียดอ่อน มีความกตัญญูต่อผู้อื่น ย่อมมีผลทำให้พวกเขาเป็นแพทย์ที่ดีในอนาคต

ท่านคณบดีคณะแพทยศาสตร์แห่งนี้ บอกเราว่า

“อาจารย์ใหญ่ของนักศึกษาแพทย์แต่ละคนจะมี 2 คน คือ คนหนึ่งเป็นศพคนที่ตายไปแล้ว แต่อีกคนหนึ่งจะอยู่ในหัวใจของนักศึกษาแพทย์ตลอดไป”

ธนาคารไขกระดูกอันดับหนึ่งของเอเชีย

ธนาคารไขกระดูกของมูลนิธิฉือจี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2537 ด้วยการเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาและแสดงความจำนงบริจาคไขกระดูก (Bone marrow registry) เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับความผิดปกติของเม็ดเลือด เช่น ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคโลหิตจางบางชนิด มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด โรคไขกระดูกฝ่อ เป็นต้น

ไขกระดูกคือเซลล์ที่ผลิตเม็ดเลือดตามปกติ ในกรณีเป็นโรคเลือดบางชนิดดังตัวอย่างข้างต้น จำเป็นต้องให้ยาทำลายไขกระดูกที่มีอยู่เดิม แล้วฉีดเซลล์ไขกระดูกของผู้บริจาคเข้าไปทางเส้นเลือดให้เข้าไปอยู่ในไขกระดูกเพื่อทำหน้าที่แทนไขกระดูกของผู้ป่วย เป็นเทคนิคที่ทางการแพทย์ทำสำเร็จครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2511 จากนั้นก็มีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ

ปกติแล้ว ผู้ป่วยมักจะสามารถรับบริจาคไขกระดูกได้จากญาติพี่น้องร่วมสายเลือด เนื่องจากมีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ ร่างกายผู้ป่วยก็จะไม่ปฏิเสธไขกระดูกที่ฉีดเข้าไป แต่ถ้าเนื้อเยื่อเข้ากันไม่ได้ ร่างกายก็จะปฏิเสธไขกระดูกที่ฉีดเข้าไป ผู้ป่วยบางคนไม่สามารถรับไขกระดูกจากญาติพี่น้องก็ต้องรอคอยรับบริจาคไขกระดูกจากผู้อื่นซึ่งมีโอกาสเข้ากันได้ประมาณ 1 ใน 5 หมื่น

ดังนั้นการมีการลงทะเบียนผู้บริจาคไขกระดูกไว้มากเพียงใดก็มีโอกาสผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อเข้ากับผู้ป่วยได้มากเท่านั้น (ไม่ต้องบริจาคไขกระดูกไปเก็บไว้ในธนาคาร แต่เป็นการเจาะเลือดไว้ตรวจด้วยเทคนิคพิเศษเท่านั้น) ต่อเมื่อตรวจพบว่าเนื้อเยื่อของเราเข้าได้กับผู้ป่วยพอดี ถึงเข้าสู่กระบวนการเจาะไขกระดูกจากตัวเราไปให้ผู้ป่วย ซึ่งก็มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีโอกาสบริจาคไขกระดูกให้กับผู้ป่วยจริง ๆ ใครที่ลงทะเบียนบริจาคไว้แล้วได้บริจาคจริงก็ถือว่าได้โอกาสทำบุญทำกุศลอันยิ่งใหญ่)

ปัจจุบันธนาคารไขกระดูกของฉือจี้มีผู้แสดงความจำนงบริจาคไขกระดูกมากถึงเกือบสามแสนคนในปัจจุบัน มีการบริจาคไขกระดูกช่วยเหลือผู้ป่วยจริงๆ ทั้งในไต้หวันและประเทศอื่น ๆ ไปแล้วกว่า 800 ราย ใน 20 ประเทศ นับเป็นธนาคารไขกระดูกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

เนื่องจากทางมูลนิธิฉือจี้เขาให้ความสำคัญด้านมิติทางจิตวิญญาณอย่างสูง ดังนั้น เขาจะอนุญาตให้ผู้ป่วยที่รับบริจาคไขกระดูกที่รักษาตัวจนหายแล้วนานกว่า 2 ปีขึ้นไปที่ต้องการพบกับผู้บริจาคไขกระดูกได้พบกัน เพื่อรำลึกในบุญคุณของกันและกัน เนื่องจากคนทั้งสองแม้อยู่กันห่างไกลกัน ไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกันไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่มีบุญวาสนาเหมือนฟ้าลิขิตให้เนื้อเยื้อเข้ากันได้ คนหนึ่งเจ็บป่วยแล้วสามารถผ่านพ้นมาได้ด้วยจิตใจเมตตากรุณาของผู้บริจาคไขกระดูก ผู้บริจาคไขกระดูกเองก็ถือว่ามีบุญที่มีคนไข้รับบริจาคไขกระดูกของตนได้ ทำให้ตนมีโอกาสทำบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ วันที่ทั้งคู่ได้พบกันจึงเป็นวันแห่งความปิติที่ยิ่งใหญ่  ความดีความสุขของการได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ยกระดับจิตใจของทุกคนที่ได้พบได้เห็นได้รับรู้ความดีงามในครั้งนั้น

การแพทย์ที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์

เด็กชายฮาบิบี้ได้รับการส่งตัวมาจากประเทศอินโดนีเซียพร้อมกับคุณพ่อเพื่อมาเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคงวงช้างหรือ meningo-encephalocele ซึ่งมีเนื้อเยื่อและเนื้อสมองยื่นออกมาระหว่างคิ้วคล้ายกับงวงช้างที่โรงพยาบาลฉือจี้  การรักษาต้องใช้การผ่าตัดหลายครั้งรวมทั้งการทำศัลยกรรมตกแต่งให้ใบหน้ามีลักษณะความผิดปกติน้อยที่สุด

ในวันที่ผ่าตัดใหญ่เสร็จสิ้น  เด็กน้อยดูเศร้าๆ  ทีม

Comment #1
porntip paewpolsong
Posted @May,13 2011 16.58 ip : 119...3

ขอบคุณมากค่ะสำหรับความรู้

แสดงความคิดเห็น

กรุณาป้อน Username / Password ที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้กับเว็บไซท์แห่งนี้ หรือ สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซท์
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง

เมนูหลัก

มุมสมาชิก

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน

แนะนำหนังสือ

The Doctor Communication HandbookThe Doctor Communication Handbook
เว็บไซท์นี้ออกแบบและทดสอบด้วยไฟร์ฟอกซ์!