Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

การจัดการศึกษาและปรึกษาทางไกล
เพื่อสนับสนุนบริการเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการสุขภาพปฐมภูมิ
Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

Select language ไทย | English

สถานการณ์สุขภาพ

ทุจริตยา การสะสางครั้งใหญ่ที่ทำท่าจะเป็นหมัน

by Admin @January,11 2011 22.56 ( IP : 61...130 ) | Tags : สถานการณ์สุขภาพ

ทุจริตยา  การสะสางครั้งใหญ่ที่ทำท่าจะเป็นหมัน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤศจิกายน-ธันวาคม 2546 ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

นับตั้งแต่เหตุการณ์การทุจริตการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขในเดือนกรกฎาคม 2541 จนนำมาสู่การเปิดโปงขบวนการทุจริตยาของชมรมแพทย์ชนบทและชมรมเภสัชชนบท ซึ่งได้รับการตอบรับจากกระแสสังคมและองค์กรประชาชนที่รักความเป็นธรรมอย่างกว้างขวาง จนทำให้นายรักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในสมัยนั้นถูกกดดันจนต้องลาออกเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2541 และนำมาสู่กระบวนการสอบสวนหาผู้กระทำการทุจริตมาอย่างต่อเนื่อง<br />
ในเส้นทางของการสอบสวนของ ป.ป.ช.นั้น นายแพทย์ยุทธนา&nbsp; ศิลปรัศมี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช&nbsp; (ปัจจุบันลาออกจากราชการไปแล้วเนื่องจากผู้บริหารมีคำสั่งย้ายนอกฤดูกาลที่ไม่เป็นธรรม)&nbsp; ได้เป็นพยานปากเอกให้การมัดตัวนายจิรายุ&nbsp; จรัสเสถียร&nbsp;  ซึ่งได้ถูกศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก 6 ปีไปแล้ว&nbsp; นายจิรายุเป็นเหมือนผู้จัดการส่วนตัวของนายรักเกียรติ สุขธนะ ด้วยความเจ็บใจที่ถูกลอยแพในคดีนี้&nbsp; จึงออกมาแฉให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการสอบสวนจนนำมาสู่การปะติดปะต่อภาพการทุจริตได้อย่างมีหลักมีฐานครบวงจรอย่างเป็นขบวนการ&nbsp; และให้การพาดพิงไปถึงนักการเมืองและข้าราชการบางคนที่ยังไม่ได้รับการลงโทษ

จนในที่สุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาตัดสินคดีทุจริตยาและเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขปี 2541 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2546 ให้จำคุกอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายรักเกียรติ  สุขธนะ เป็นเวลา 15 ปี โดยไม่รอลงอาญา รวมทั้งให้ยึดทรัพย์จำนวน 233.88 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่อย่างไร การทุจริตที่เกิดขึ้นนั้น  มีการกระทำอย่างเป็นขบวนการ  การที่ ป.ป.ช.สามารถเอาผิดกับหัวหน้าใหญ่จอมบงการได้นั้นเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม  แต่ยังผู้มีส่วนร่วมในการทุจริตระดับนำที่ยังลอยนวลอยู่อีก  ซึ่งควรที่จะมีการสะสางนำมาลงโทษให้เป็นคดีประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

การยกเลิกราคากลางยา  ปฐมบทของเส้นทางการทุจริตยา การซื้อยาและเวชภัณฑ์ราคาแพงในครั้งนี้เป็นเรื่องที่เจตนาทำโดยไม่ใช่เรื่องเกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเป็นการกินตามน้ำ แต่เป็นเรื่องที่มีการวางแผนอย่างดี  ทำกันอย่างเป็นขบวนการ
ในคำแถลงปิดคดีของ ป.ป.ช.นั้นระบุไว้ชัดเจนว่า  ขั้นตอนการทุจริตยาโดยย่อนั้น  เริ่มต้นจากดำเนินการให้มีการยกเลิกราคากลางยา จากนั้นจะมีการของบประมาณเพิ่มเติมให้แก่กระทรวงสาธารณสุขจำนวนหนึ่งพันสี่ร้อยล้านบาท แล้วจะเปลี่ยนแปลงเงินงบประมาณดังกล่าวจากสำหรับจัดซื้อเฉพาะยาให้รวมถึงเวชภัณฑ์ด้วย  และมีการเปลี่ยนงบประมาณค่าใช้จ่ายจากหมวด 800 ให้เป็นหมวด 300 ซึ่งหมวด 300 ดังกล่าวใช้เป็นค่าใช้สอยวัสดุตอบแทน ทำให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขเข้าไปแทรกแซงการจัดสรรงบประมาณในหมวด 300 ดังกล่าวได้ง่ายขึ้น
การยกเลิกราคากลางยาจึงเป็นปฐมบทของเส้นทางการทุจริตยา  เป็นการเริ่มต้นเตรียมความพร้อมสำหรับการทุจริตที่กว้างขวางทั้งประเทศ ในขณะนั้นประเทศชาติกำลังประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ นโยบาย “สุขภาพดีด้วยต้นทุนต่ำ” (Good health at low cost) เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในแก้ปัญหาของกระทรวงสาธารณสุข  โดยนโยบายดังกล่าวมีมาตรการในการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาเป็นมาตรการสำคัญ    แต่กลับมีการยกเลิกราคากลางยาจึงขัดกับนโยบายดังกล่าวอย่างยิ่งและทำให้การจัดซื้อยาของส่วนราชการทุกแห่งที่ต้องซื้อยาไม่เฉพาะของกระทรวงสาธารณสุขขาดเพดานสำคัญเป็นตัวกำกับราคา
โดยกระบวนการยกเลิกราคากลางนั้นมีเสนอผ่านเป็นขั้นตอน  เริ่มต้นจากหัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม กองโรงพยาบาลภูมิภาค (ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์) ทำหนังสือให้ ผู้อำนวยการกองโรงพยาบาลภูมิภาค  (น.พ.วีระ อิงคภาสกร) เสนอรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา) เพื่อเห็นชอบและผ่าน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข) ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  นายรักเกียรติ สุขธนะ  เพื่อลงนามอนุมัติเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2540  โดยไม่มีการนำเรื่องเสนอกองนิติการพิจารณาตามระบบปกติที่ควรจะเป็น
เรื่องใหญ่เช่นนี้ใช้เวลานานถึง 2 เดือน จึงมีการรายงานให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ปรากรม วุฒิพงศ์ ทราบด้วยวาจาประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 แต่ขณะนั้นการทุจริตยาในระดับจังหวัดยังไม่เกิดขึ้น หากมีการดำเนินการแก้ไขโดยเร่งรัดให้จัดทำบัญชีราคากลางยาขึ้นใหม่โดยเร็วหรือเสนอยกเลิกคำสั่งที่ไม่ถูกต้องไปก่อน การทุจริตในลักษณะที่เกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้นได้ยาก หรือไม่รุนแรงอย่างที่เกิดขึ้น เพราะจะมีราคากลางยาเป็นเพดานกำกับไว้ ทำให้ไม่สามารถซื้อยาแพงได้
การยกเลิกราคากลางยานี้ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีบันทึกถึงเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ป. แจ้งว่าคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุพิจารณาแล้วเห็นว่า “กรณีกระทรวงสาธารณสุขได้ยกเลิกบัญชีราคากลางของยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2536 โดยไม่ประกาศใช้ราคากลางใหม่มีผลทำให้ไม่มีราคากลางของยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติ  ถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535”
การยกเลิกราคากลางยาโดยไม่ประกาศใช้ราคากลางฉบับใหม่  หากจะกระทำให้ถูกต้อง จะต้องดำเนินการโดยการแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าจะต้องเป็นนโยบายของรัฐบาล จึงน่าแปลกใจว่า  ทำไมข้าราชการระดับปลัดกระทรวงและรองปลัดกระทรวงจึงไม่รู้ระเบียบพื้นฐานข้อนี้
อย่างไรก็ตาม  หากราคากลางยามีความไม่เหมาะสมอันเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจและการลอยตัวของค่าเงินบาท  ก็ไม่จำเป็นต้องยกเลิกบัญชีราคากลางยาทั้งหมด สามารถแก้ไขโดยการปรับราคายาเฉพาะรายการที่มีปัญหาได้ โดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกทั้งฉบับ  หรือหากต้องยกเลิกราคากลางทั้งฉบับแล้ว  ก็ต้องเร่งรัดดำเนินการจัดทำบัญชีราคากลางยาขึ้นใหม่โดยเร็ว  ในครั้งนี้มีการอ้างว่าต้องใช้ข้อมูลและเวลาในการจัดทำมากจึงทำราคากลางยาฉบับใหม่ไม่ทันในช่วงนั้น  แต่เมื่อมีข่าวครึกโครมเรื่องทุจริตขึ้นแล้ว ก็สามารถจัดทำแล้วเสร็จในเวลาประมาณหนึ่งเดือนเท่านั้น หากนำบัญชีราคากลางยาในปี 2536 ที่ถูกนายรักเกียรติสั่งยกเลิกไป  มาเปรียบเทียบกับราคากลางยาที่ทำขึ้นมาใหม่ในปี 2542 หลังจากมีการทุจริตยาประมาณ 1  ปี  พบว่า ราคากลางยาปี 2542  และ  2536 ต่างกันน้อยมาก  แสดงให้เห็นว่า  แท้จริงแล้ว  วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนั้น  ไม่ได้ทำให้ราคายาในท้องตลาดสูงขึ้นจนเกินราคากลางเดิมแต่อย่างใด  แต่การยกเลิกราคากลางยานั้นเกิดขึ้นเพื่อเป็นการเตรียมการทุจริตยาในเวลาต่อมา กรณีนี้กระทรวงสาธารณสุขก็ได้สอบสวนและไม่ได้สั่งลงโทษ นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา  (รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น) และน.พ.วีระ อิงคภาสกร (ผู้อำนวยการกองโรงพยาบาลภูมิภาคในขณะนั้น) ในฐานะผู้ชงเรื่องเสนอการยกเลิกราคากลางยา เพียงว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจาเท่านั้น  ซึ่งไม่ใช่โทษทางวินัย  และชี้ว่าไม่เสียหายแก่ทางราชการ จึงไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง รวมทั้งชี้ว่าไม่ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ จึงไม่มีความผิดทางอาญา ในขณะที่ ป.ป.ช.และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกลับพิจารณาว่า นายรักเกียรตินั้นกระทำการทุจริต  และการลงนามในประกาศยกเลิกราคากลางยานั้นก็เป็นหนึ่งในกระบวนการเตรียมการเพื่อการทุจริตด้วย
ของบเพิ่ม 1,400 ล้าน ก้าวที่ 2 ของการเตรียมการทุจริตยา หลังจากที่กรณีกระทรวงสาธารณสุขโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  นายรักเกียรติสุขธนะ ได้ยกเลิกบัญชีราคากลางของยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2536 ในวันที่ 15 ธันวาคม 2540 อันเป็นก้าวแรกอันสำคัญยิ่งของการ ทุจริตยาในปีต่อมาแล้ว หลังจากนั้น  การทุจริตยาก็ได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นขบวนการต่อไปด้วยความร่วมมือทั้งฝ่ายนักการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำซึ่งเชื่อมโยงผลประโยชน์กัน    โดยการดำเนินการการเตรียมการในส่วนกลางนั้น  ได้มีการทำเรื่องของบประมาณสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้อยาเพิ่มเติมจากรัฐบาล  โดยมีการทำข้อมูลแสดงเหตุผลความจำเป็นจากฝ่ายข้าราชการประจำ และรัฐมนตรีก็ต้องพยายามต่อสู้เต็มที่เพื่อให้ได้มาซึ่งงบประมาณดังกล่าวจากคณะรัฐมนตรี  จนกระทรวงสาธารณสุขได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 1,400 ล้านบาท  เป็นงบสงเคราะห์ผู้ป่วยรายได้น้อย (สปร.)  ในการจัดซื้อยาเพื่อให้บริการแก่ผู้ป่วยยากจนสำหรับโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ ก่อนหน้าที่จะมีการของบประมาณเพิ่มเติมนั้น  ได้มีการขัดขวางการออกระเบียบงบประมาณในการสงเคราะห์ผู้ป่วยรายได้น้อย (สปร.)  โดยเลขานุการรัฐมนตรีนายธีรวัฒน์ ศิริวันสาณฑ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งต่อมาได้เลื่อนฐานะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ  ได้เรียกไปพบและบอกไม่ให้ นพ.สงวน  นิตยารัมภ์พงศ์  ยกร่างให้งบ สปร. (หมวด 800) ให้เป็นระเบียบของกระทรวงการคลัง ซึ่งจะทำให้การดูแลงบประมาณจะมีบุคคลภายนอกกระทรวงสาธารณสุขมาร่วมดูแลด้วย ทำให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการแก้ไขได้ยากโดยเฉพาะหากต้องการแก้ไขเพื่อวัตถุประสงค์อันมิชอบ
ในขณะนั้น  นพ.สงวน  ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานประกันสุขภาพ  ซึ่งมีหน้าที่ดูแลงบประมาณสำหรับผู้มีรายได้น้อยประมาณเจ็ดพันล้านบาท  และมีหน้าที่จัดทำระเบียบควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณผู้มีรายได้น้อย  เมื่อไม่ยอมทำตามคำขอจนมีการออกระเบียบดังกล่าวออกมา  ส่งผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่แทนการเปิดเงื่อนไขให้กับการทุจริต  จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการหาวิธีหลบเลี่ยงระเบียบที่เข้มงวดเพื่อให้การทุจริตเกิดขึ้นให้ได้
กระทรวงสาธารณสุขโดย  นายแพทย์ณรงค์ศักดิ์  อังคะสุวพลา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข  คนเดิมที่ชงเรื่องการยกเลิกราคากลาง  จึงได้ชงเรื่องขอเปลี่ยนหมวดงบประมาณจากงบสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยในหมวด 800 มาเป็นงบตอบแทนใช้สอยและวัสดุในหมวด 300 แทนโดย นายรักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลที่เป็นเท็จต่อคณะรัฐมนตรี แจ้งขอเปลี่ยนแปลงหมวดเงินต่อคณะรัฐมนตรี โดยอ้างเหตุผลว่า โรงพยาบาลในส่วนภูมิภาคต้องจ่ายหนี้ค่ายาและเวชภัณฑ์เป็นจำนวนมาก ควรจัดสรรงบประมาณ 1,400 ล้านบาท ไปใช้หนี้จะเหมาะสมกว่า ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบในการเปลี่ยนหมวดเงิน
ทั้งๆ ที่ข้ออ้างในการขอเปลี่ยนหมวดงบประมาณไม่มีเหตุผล เพราะทั้งงบสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยในหมวด 800 และงบตอบแทนใช้สอยวัสดุในหมวด 300 โรงพยาบาลต่างก็สามารถนำไปใช้หนี้ค่ายาได้เหมือนกัน    โดยเหตุผลที่แท้จริงในการขอเปลี่ยนจากหมวดงบประมาณจากงบสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยมาเป็นหมวดค่าตอบแทนใช้สอยนั้น ก็เพื่อหลบเลี่ยงการถูกควบคุมโดยระเบียบกระทรวงการคลังที่กำหนดให้มีบุคคลภายนอกเข้ามากำกับดูแล และมีกรอบกำหนดเกณฑ์การจัดสรรตามจำนวนประชากรที่มีรายได้น้อย ไม่สามารถจัดสรรงบได้ตามอำเภอใจได้ตามวัตถุประสงค์อื่นที่แอบแฝง

ลักไก่เปลี่ยนมติ ครม. เพื่อการทุจริตที่ง่ายขึ้น เมื่อ ครม.อนุมัติงบประมาณการจัดซื้อยาจำนวน 1,400 ล้านบาทนั้น ได้แบ่งให้กองสาธารณสุขภูมิภาค 840 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลชุมชน ส่วนอีก 560 ล้านบาท ให้กองโรงพยาบาลภูมิภาค เพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลจังหวัด เพราะเป็นหมวด 300 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขสามารถจัดสรรงบแก่จังหวัดต่างๆ ได้ด้วยตนเอง
ภายหลังเปลี่ยนหมวดงบประมาณแล้ว การจัดสรรงบประมาณเป็นไปโดยไม่ปกติตามที่คาดการณ์ไว้  เช่นกรณีจังหวัดสุราษฏร์ธานี ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 16 ล้านบาท แต่จังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีจำนวนประชากรน้อยกว่าจังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณครึ่งหนึ่ง ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 30 ล้านบาท เป็นต้น จังหวัดใดจะได้รับงบประมาณมากหรือน้อยขึ้นกับความร่วมมือในการทุจริตเป็นสำคัญ ในขั้นตอนของการออกหนังสือแจ้งไปยังสำนักงบประมาณและถึงนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศนั้น  นายแพทย์ธวัช สุนทราจารย์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ต้องรับผิดชอบในการเติมคำว่า “และเวชภัณฑ์” ต่อท้ายคำว่า “ยา”  ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่าพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ดีดคนละเครื่อง โดยคำว่า “และเวชภัณฑ์” ที่เพิ่มเติมลงไปนั้น  หมายความรวมถึงยาและวัสดุทางการแพทย์ด้วย เช่น เข็มฉีดยา ถุงมือ ผ้าพันแผล เป็นต้น  อันเป็นการจงใจเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีที่มีมติ “ให้จัดงบ 1,400 ล้านบาทนั้นเพื่อใช้ในการจัดหายา” โดยพละการ  และการเพิ่มคำว่า “และเวชภัณฑ์” ทำให้สามารถจัดซื้อเวชภัณฑ์อื่นๆได้นอกเหนือจากยา ซึ่งปรากฏในเวลาต่อมาว่าการทุจริตส่วนใหญ่เป็นการทุจริตจัดซื้อเวชภัณฑ์  ดังนั้นจึงเป็นการจงใจสร้างเงื่อนไขเพื่อการทุจริตยาอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นงบประมาณในหมวด 300 อำนาจการจัดสรรงบประมาณให้หน่วยบริการ (โรงพยาบาลและสถานีอนามัย)  จะอยู่ที่ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) การสั่งการให้ทุจริตกับ น.พ.สสจ. 75 คน จึงง่ายเงียบ และเบ็ดเสร็จกว่าคุยกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลกว่า 800 แห่ง  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดใดที่สามารถตกลงกันได้จะได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น หากไม่สามารถตกลงกันได้จะได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยลง หรือไม่ได้รับการจัดสรร แล้วบังคับให้โรงพยาบาลดังกล่าวจัดซื้อยาจากบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการทุจริต ซึ่งมีประมาณ 10 บริษัท ซึ่งมีราคายาจะสูงกว่าปกติ แล้วบริษัทผู้ขายยาดังกล่าวจะแบ่งเงินบางส่วนให้กับผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุข
การกระทำการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นเหตุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายกร ทัพพะรังสี) แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแก่นายแพทย์ธวัช สุนทราจารย์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข  จนมีการลงโทษปลดจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมาเป็นผู้ตรวจราชการ แต่ในยุคสมัยของนางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ กลับมีการยกเลิกคำสั่งสอบ นพ.ปรากรม วุฒิพงศ์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข  กับ นพ.ธวัช  สุนทราจารย์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข จากการจงใจแก้มติ ครม.โดยพละการ  และยังได้รับการแต่งตั้งกลับเข้าสู่ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง

ยังมีนักการเมืองอีกคนที่รอการสะสาง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้สรุปผลการสอบสวนกล่าวพาดพิงถึงกรณีของนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในสมัยนายรักเกียรติ  สุขธนะ  (ปัจจุบันเป็น ส.ส.เลย พรรคไทยรักไทย) ซึ่งนายจิรายุ  จรัสเสถียร ได้ให้การต่อ ป.ป.ช.พาดพิงถึงว่า มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับนายรักเกียรติโดยเป็นผู้ไปเก็บเงินจากผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตยา 1.7 ล้านบาท ที่จังหวัดอุดรธานีจากผู้เกี่ยวข้องในขบวนการทุจริตยาและกรมการแพทย์ซึ่งซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรม
ซึ่งในกรณีนี้เนื่องจาก นายปรีชา  เร่งสมบูรณ์สุข เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ป.ป.ช.จึงได้แจ้งข้อเท็จจริงให้กระทรวงสาธารณสุขทราบตั้งแต่ต้นปี  2546  เพื่อให้กระทรวงพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องกล่าวหานายปรีชาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดี ตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542  แต่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขกลับเพิกเฉย  ไม่ดำเนินการใดๆ ในฐานะผู้เสียหาย  ถือเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่และไม่ปฏิบัติตามนโยบายในการปราบปรามการทุจริตของรัฐบาล
การที่กระทรวงสาธารณสุขโดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขไม่ดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ ป.ป.ช.ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ปรากฏนั้น  เชื่อได้ว่าเกิดจากเหตุผลอย่างน้อย  2 ประการคือ หนึ่ง นายปรีชา  ปัจจุบันเป็น สส.พรรคไทยรักไทย  ซึ่งอาจเกรงใจและเมื่อไม่ได้รับสัญญาณไฟเขียวจากรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง  จึงทำเฉย ลอยตัว เอาหูไปนาเอาตาไปไร่น่าจะดีที่สุด  หรือสอง  เป็นเพราะกลัวการสอบสวนจากกรณีนี้แล้วจะมีการขยายผลนำไปสู่การเอาผิดกับข้าราชการระดับสูงอีกหลายคน  เพื่อความสงบเรียบร้อยก็ซุกความจริงไว้ใต้พรมต่อไปจนกว่าหมดอายุความน่าจะดีที่สุด
และมีความเป็นไปได้สูงว่า  การที่กระทรวงสาธารณสุขไม่ยื่นคำร้องในฐานะผู้เสียหายให้ ป.ป.ช.สอบสวนกรณีของนายปรีชา  เร่งสมบูรณ์สุขนั้น  ก็เป็น win win strategy กล่าวคือทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการต่างก็ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้ง  2 ฝ่าย  ส่วนนโยบายปราบคอรัปชั่นที่ทำเหมือนจริงจังของรัฐบาลนั้นก็เอาไว้เลือกปฏิบัติกับกรณีอื่นไป แต่อย่างไรก็ตามในชั้นนี้ต้องถือว่านายปรีชาเป็นผู้บริสุทธิ์  จนกว่าจะได้พิสูจน์ตนเองเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม 


การทุจริตยาใน 34 จังหวัด ในการทุจริตครั้งนี้  โรงพยาบาลหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดใดที่สามารถตกลงกันได้กับทีมจัดการของรัฐมนตรีรักเกียรติก็จะได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น ส่วนที่ไม่สามารถตกลงกันได้จะได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยลง หรือไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ โดยมีทางเลือกให้ข้าราชการร่วมทุจริตได้  3 ทางคือ 1.ให้โรงพยาบาลดังกล่าวจัดซื้อยาจากบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการทุจริต ซึ่งมีประมาณ 10 บริษัท ซึ่งมีราคายาสูงกว่าปกติ แล้วบริษัทผู้ขายยาดังกล่าวจะแบ่งเงินบางส่วนให้กับผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุขเอง
2.โรงพยาบาลจะเลือกซื้อยาจากบริษัทอื่นแล้วแบ่งเงินค่าซื้อยาประมาณร้อยละ 10-15 ของงบประมาณให้กับผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุข  เพื่อนำไปให้กับนักการเมือง 3.โรงพยาบาลจะสั่งซื้อยาผ่านองค์การเภสัชกรรม โดยระบุให้ซื้อยาจากบริษัทต่างๆ ในกรณีแรก  ซึ่งโรงพยาบาลหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดส่วนใหญ่จะทุจริตเลือกวิธีการนี้  โดยคณะกรรมการสอบสวน ชุดนายอาลัย  อิงคะวณิช  สรุปว่า  “เป็นการอาศัยองค์การเภสัชกรรมเป็นเกราะกำบังเจตนาอันไม่บริสุทธิ์” จนก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่ภาพลักษณ์ขององค์การเภสัชกรรมอย่างมาก
ในการประชุมกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2541  เมื่อเรื่องทุจริตยาแดงขึ้นมา  นายรักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานที่ประชุมเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการออกไปสอบสวนข้อเท็จจริง และ นายธีรวัฒน์ ศิริวันสาณฑ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนการตั้งกรรมการ แต่ นพ.ปรากรม  วุฒิพงษ์  ปลัดกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นได้คัดค้านและเสนอให้ส่งผู้ตรวจราชการกระทรวงออกไปสืบหาข้อเท็จจริงแทน ซึ่งปรากฏต่อมาว่า ผู้ตรวจราชการกระทรวงที่ออกไปดำเนินการมีทั้งที่ไม่พบการทุจริต หรือพบการทุจริตแล้วไม่รายงาน เช่น นายแพทย์ธีระ พิทักษ์ประเวช ผู้ตรวจราชการฯ เขต 3 ไม่พบการทุจริตทั้งที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดตราด  แต่ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนชุดนายอาลัย พบการทุจริตมากมายที่จังหวัดตราด  ฉะเชิงเทรา  จนเป็นเหตุให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตราด  และฉะเชิงเทราขณะนั้นถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ  นี่คือตัวอย่างของการสอบสวนการทุจริตของกระทรวงที่ไม่มีมาตรฐาน  มุ่งช่วยพวกเดียวกัน ในที่สุดมีการพิจารณาตัดสินโทษกับข้าราชการประจำที่มีส่วนร่วมในการทุจริต  โดยได้มีการลงโทษถึงขั้นไล่ออกข้าราชการระดับสูงไป  7 คน  เพื่อการลดกระแสของแรงกดดันทางสังคมในขณะนั้น  แต่การลงโทษข้าราชการที่เหลือโดย อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2544 ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นลักษณะปกป้องพวกพ้องและหลายมาตรฐาน    เป็นลักษณะทำพอเป็นพิธี  ให้สังคมเห็นว่ามีการดำเนินการ  แต่ไม่ได้มุ่งสะสางให้ชัดเจน  มีกระบวนการสอบสวนหลายชุดซึ่งส่วนใหญ่จะระบุในทำนองว่า  มีการทุจริตเกิดขึ้น  แต่ความผิดยังไม่สำเร็จและไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระทรวงสาธารณสุข  ส่วนใหญ่จึงเป็นการลงโทษเพียงการว่ากล่าวตักเตือน
เมื่อกระแสสังคมตั้งคำถามกับการสะสางการทุจริตยาให้ใสสะอาด  หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาจำคุกนายรักเกียรตินั้น    พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้บัญชาให้นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งคณะกรรมการสอบสวนการทุจริตที่มีนายธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ขึ้นมาสอบสวนว่ามีข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขรายใดเกี่ยวข้องในการทุจริตในการจัดซื้อยาหรือไม่    และกระทรวงสาธารณสุขได้ส่ง น.พ.จรัล ตฤณวุฒิพงษ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และนายเรืองรัตน์ บัวสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักวินัย สธ. เป็นตัวแทนกระทรวงสาธารณสุขในคณะกรรมการชุดนี้
เภสัชกรหญิงศิริพร จิตรประสิทธิ์ศิริ อดีตประธานชมรมเภสัชชนบทในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวคัดค้านการทุจริตยาได้ทำหนังสือขอให้ทบทวนกรรมการในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขทั้ง  2 คน เนื่องจาก เห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีตัวแทนกระทรวงสาธารณสุขอยู่เลยเพราะมีส่วนได้เสีย    เพื่อให้การดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และไม่อยากให้ศาสตราจารย์ธงทองต้องเสียหายและเปลืองตัว
สำหรับความเสียหายจากการทุจริตนั้น  เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน นางนิตยา จันทร์เรือง มหาผล โฆษกกระทรวงสาธารณสุข  ได้แถลงถึงคดีทุจริตยาว่า  ความเสียหายเกี่ยวข้องกับงบประมาณพิเศษ 1,400 ล้านบาท เพียง 138,598 บาทเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นงบประมาณปกติ และความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพียง 8,672,779.20 บาท ที่เป็นค่าเสียหายใน 8 จังหวัดคือ นครปฐม ฉะเชิงเทรา ตราด สกลนคร อุบลราชธานี พังงา สุราษฎร์ธานี พระนครศรีอยุธยา  ในขณะที่คณะกรรมการสอบสวนที่มี น.พ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน สรุปว่า การยกเลิกราคากลางทำให้มีการฉวยโอกาสซื้อขายยาในราคาแพงโดยไม่มีเพดานกำกับ รายการยาที่สูงสุดแพงกว่าราคากลาง 602.87% และสรุปว่าความเสียหายครั้งนั้น 181 ล้านบาท  เรื่องนี้น่าสนใจมากว่าใครโกหก  ทำไมความเสียหายจึงต่างกันมหาศาลเช่นนี้
ในความเป็นจริงนั้น  กระทรวงสาธารณสุขทราบเรื่องความผิดของข้าราชการในการมีส่วนร่วมการทุจริตครั้งนั้นเป็นอย่างดี  มีการสอบสวนจากกรรรมการมาหลายชุดก่อนหน้านี้  ดังนั้นหากผู้บริหารของกระทรวงให้ความร่วมมือในการแยกแยะประเด็นให้กับรองปลัดกระทรวงยุติธรรมนายธงทอง  จันทรางศุ  ประธานคณะกรรมการสอบสวนอย่างตรงไปตรงมาแล้ว  เอกสารที่มีมากถึงหนึ่งคันรถกระบะก็ย่อมจะทำความเข้าใจได้ในเวลาอันสั้น   


บัญชีดำบริษัทเอกชน  รอและรอต่อไป บริษัทธุรกิจเอกชนเป็นอีกตัวการที่สำคัญที่ให้ความร่วมมือร่วมการทุจริตกับนักการเมือง และข้าราชการ จนทำให้วงจรการทุจริตเกิดขึ้นสมบูรณ์    แม้ว่าสำนวนการสอบสวนและหลักฐานต่างๆที่ปรากฏมากมายนั้น  ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่า  บริษัทใดบ้างที่ร่วมทุจริต  มีใครบ้างเป็นเจ้าของกิจการ  แต่การดำเนินการของผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขกลับไม่มีความคืบหน้า
จากการสอบสวนนั้น  ป.ป.ช.มีมติเห็นด้วยจากการไต่สวนข้อเท็จจริงการทุจริตยา    ปรากฏว่าพบบุคคลหลายคนที่พยานให้การพาดพิงถึงว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยเฉพาะ นายวินัย วีระภุชวงศ์ และนายสุภชัย วีระภุชวงศ์ ผู้บริหารบริษัทไทยนครพัฒนา จำกัด และบริษัท ที เอ็น พี เฮลท์แคร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายยาให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งมีพยานหลักฐานว่าบุคคลทั้งสองได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจ่ายสินบน จำนวน 5,000,000 บาท ให้แก่นายรักเกียรติ
นายรักเกียรติ สุขธนะ  ถูกจับโกหกว่าตนไม่สนิทสนมกับนายสุภชัย วีระภุชวงศ์ และ นายวินัย วีระภุชวงศ์  เพราะถูก ป.ป.ช.ตรวจสอบพบว่าเคยเดินทางไปดูการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยกัน  นอกจากนั้น นายสุภชัยยังได้ออกเงินค่าตั๋วฟุตบอลโลกที่ประเทศฝรั่งเศส สามรอบ ให้แก่คณะนายรักเกียรติ อันประกอบด้วย  นายรักเกียรติ  ภรรยาและบุตร  นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข และภรรยา และนายจิรายุ  จรัสเสถียร เป็นเงินประมาณหนึ่งล้านบาทเศษด้วย สำหรับนายรักเกียรติได้ช่วยบริษัทไทยนครพัฒนา จำกัด ในหลายเรื่อง นอกจากการจัดซื้อยาโดยโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ทั้งซื้อโดยตรงจากบริษัทในเครือ หรือผ่านองค์การเภสัชกรรมแล้ว    ยังช่วยในเรื่องยาคุมกำเนิด ที่บริษัทไทยนครพัฒนา จำกัด เป็นผู้ผลิต โดยเดิมกรมอนามัยจัดซื้อจากบริษัทเชอร์ริ่ง นายรักเกียรติได้ทำนโยบายให้จัดซื้อจากบริษัทยาที่ผลิตในประเทศไทย ทำให้บริษัทไทยนครพัฒนา จำกัด สามารถขายยาดังกล่าวให้กระทรวงสาธารณสุข
แต่เนื่องจากบุคคลทั้งสองไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ป.ป.ช.จึงได้ส่งเรื่องให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป    แต่จนถึงวันนี้กระทรวงสาธารณสุขก็ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ต่อเนื่องจากขั้นตอนของ ปปช.  จนนายเกริกเกียรติ พิพัฒนเสรีธรรม กรรมการ ป.ป.ช. ต้องกล่าวถึงการเอาผิดบริษัทเอกชนที่ร่วมมือในการทุจริตยาว่า “เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขต้องไปร้องทุกข์ต่อทางตำรวจในฐานะผู้เสียหาย ซึ่งควรเอาใจใส่ แต่ดูเหมือนไม่ค่อยเดือดร้อนอะไร”
ยังมีบริษัทเอกชนอีกกว่า 10 แห่งที่มีพฤติกรรมร่วมในขบวนการทุจริต ทั้งบริษัทยาและเวชภัณฑ์ที่มีตัวตนอยู่จริง และบริษัทหลอกที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ซึ่งทั้งหมดนี้มีทั้งรายชื่อบริษัทและรายนามผู้บริหารอยู่ในสำนวนสอบสวนทั้งของกระทรวงสาธารณสุขและของ ป.ป.ช. เมื่อถูกสังคมกระทุ้งว่าทำไมกระทรวงจึงเพิกเฉย ไม่ขึ้นบัญชีดำหรือดำเนินการในฐานะผู้เสียหาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะดำเนินการ แต่ถึงวันนี้ กว่า 1 เดือนแล้ว ก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีความคืบหน้าแต่อย่างไร

การคุ้มครองพยาน  เพื่อการสาวถึงลิ่วล้อใหญ่ การให้ความคุ้มครองพยาน  ตามหนังสือของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 25 กุมภาพันธ์  2542  เรื่อง มาตรการให้ความคุ้มครองข้าราชการผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ  ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนหรือผู้บังคับบัญชาอาจใช้ดุลพินิจ เพื่อกันบุคคลผู้มีส่วนร่วมกระทำผิดไว้เป็นพยาน หรือลดหย่อนผ่อนโทษได้ตามเหตุและผลของเรื่องได้นั้น
ดังนั้นในกรณีการสอบสวนสะสางการทุจริตยา  จึงควรที่จะมีการแยกกลุ่มข้าราชการให้ชัดเจนว่า  ใครคือผู้ที่มีเจตนาร่วมกระทำการทุจริตอย่างกระตือรือร้นด้วยหวังผลตอบแทนในอนาคต  และใครที่จำยอมต้องทุจริตเพราะถูกบีบบังคับซึ่งสามารถกันเป็นพยานได้    รวมทั้งควรมีการกันบุคคลในระดับต่ำกว่าสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทั้งหมด เช่น โรงพยาบาลต่างๆ ไว้เป็นพยาน  เพราะกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วจำยอมต้องทำตามแรงกดดันจาก สสจ.ทั้งสิ้น

สรุป ภารกิจของการดำเนินการแก้ปัญหาทุจริตยาและเวชภัณฑ์ ปี 2541 จึงยังไม่เสร็จสิ้น หากแต่ต้องการการสานต่อให้สำเร็จลุล่วง มิให้เป็นเยี่ยงอย่างของการฉ้อฉลงบประมาณแผ่นดินให้เกิดขึ้นอีกต่อไปในอนาคต และนับเป็นการป้องปรามโดยตรงแก่นักการเมือง ข้าราชการ และบริษัทธุรกิจเอกชนที่กำลังคิดจะแสวงหาผลประโยชน์บนความย่อยยับของชาติและแผ่นดิน  หากภายในระยะเวลาอันเหมาะสมอีก 1-2  เดือนนี้  ไม่มีความคืบหน้าอย่างจริงจังก็อาจถึงเวลาที่จะต้องทบทวนบทบาทและความสามารถในการปฏิบัติงานของผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขทั้งนางสุดารัตน์  เกยุราพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.วัลลภ  ไทยเหนือ ที่ลอยตัวมาตลอดว่า  สมควรจะเปลี่ยนให้ผู้ที่มีความสามารถและจริงใจมาทำหน้าที่แทนหรือไม่

@@@@@@@@@@@@@@@

แสดงความคิดเห็น

กรุณาป้อน Username / Password ที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้กับเว็บไซท์แห่งนี้ หรือ สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซท์
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง

เมนูหลัก

มุมสมาชิก

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน

แนะนำหนังสือ

The Doctor Communication HandbookThe Doctor Communication Handbook
เว็บไซท์นี้ออกแบบและทดสอบด้วยไฟร์ฟอกซ์!